แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MomTalk แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MomTalk แสดงบทความทั้งหมด

23/12/53

ความสุขของแม่



โดย : อินทผลัม

เมื่อบรรดาคุณแม่ๆ มาพูดคุยสับเพเหระในเรื่องความสุขของคนเป็นแม่ ประกันได้เลยค่ะว่า 99% (อีก 1%เหลือไว้งั้นแหละ) จะเอ่ยถึงเรื่องของลูกคนที่เราตกหลุมรักเค้าตั้งแต่ยังไม่เคยเห็นหน้า คาดการว่าหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่เมื่อลูกเติบโตแล้วเป็นมุสลิมที่ดี พ่อแม่คงเอมใจล้นปรี่เมื่อผลิตผลเป็นคนดีในสังคม คงต้องย้อนกลับไปที่วิธีการเลี้ยงดูตลอดจนการดุอาอฺวิงวอนจากเจ้าของชีวิตอย่างไร พระองค์จึงทรงจัดวางให้ลุล่วงสำเร็จอย่างนี้
คุณแม่มือใหม่หลายท่านมักใช้สัญชาตญาณความเป็นแม่บวกกับวิธีเปิดตำราเลี้ยงลูก ซึ่งน่าจะเป็นข้อดีด้วยซ้ำที่มีผู้ช่วย  กฎบัญญัติการเลี้ยงดูลูกแบบอิสลามไม่มีเป็นหลักพื้นฐานขนาดว่าไม่ทำตามแล้วตกศาสนา แต่ถ้าทำแล้วจะเกิดผลดีรอบตัว ยังเป็นการเจริญแบบอย่างจากท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะซัลลัมที่ได้สอนสั่ง ได้ทำตามอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาบัญชาลงมาในอัลกุรอาน ตัวอย่างเช่น ควรสอนลูกละหมาดในวัย  7 ขวบ เมื่อ 10 ขวบลูกก็ต้องละหมาดเป็น หากไม่ทำก็ตีได้ หรือเรื่องการแยกที่นอนของลูกชายเพราะเด็กเริ่มโต เป็นต้น น่าปลาบปลื้มที่ผู้สร้างได้บัญชาใช้ให้บ่าวของพระองค์เอาใจใส่ในเรื่องที่คนเรามักมองว่าขี้ประติ๋ว เพราะเนื้อแท้มันเป็นฐานชีวิตผู้ศรัทธาในการเรียนรู้เรื่องละหมาดซึ่งขาดไม่ได้ในชีวิตแม้แต่น้อย หรือการแยกที่นอนก็เพื่อให้ตระหนักถึงเพศของตนเองเพื่อรู้จักระมัดระวังการวางตัวให้เหมาะสม แยกแยะให้ถูกเพศ  แม้ปัจจุบันมีหนังสือแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยอิสลามวางขายให้พี่น้องได้เลือกสรรอยู่หลายเล่ม  มุ่งเน้นตั้งแต่วิธีอบรมขัดเกลาคุณๆ ตัวน้อย การวางตัวของผู้อบรม  ผู้คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เพื่ออนาคตอุมมะฮฺที่ดี แต่ยังต้องอาศัยเรียนรู้ พูดคุยผ่านผู้มีประสบการณ์ตรงหลายรุ่นหลายวัย เพราะทฤษฎีบางครั้งก็ใช้ไม่ค่อยได้ผลกับเด็กบางคน
                เกือบหกปีที่ผู้เขียนมีประสบการณ์อันน้อยนิดเหลือเกินในการรับมือลูกๆ ไม่ว่าจากการเปิดตำราหรือเลี้ยงลูกด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดทำให้ได้เรียนรู้ลองผิดลองถูกเพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีพิมพ์เขียวติดตัวมาคนละฉบับ จึงได้พบว่าควรมีหลักทั่วไปในการเลี้ยงดูบ้าง วันนี้ลองนำมาเล่าสู่กันเล็กน้อยค่ะ
1. การสอนลูกต้องเข้าใจง่าย สม่ำเสมอ
                เราต้องพูดง่ายๆ ถ้าไปสอนเรื่องที่เป็นนามธรรมมากเกินไปเด็กจะไม่เข้าใจ เกิดเบื่อไม่อยากฟัง เช่น สอนลูกสาวเรื่องการวางตัวสงวนตัว ลูกสาวคนโตวันหกขวบอาจยังไม่เข้าใจนัก แต่ด้วยการปูพื้นฐานพูดคุยเรื่องนี้มาตลอด ชักชวนพูดคุยกันเรื่อยๆ สม่ำเสมอให้เกิดความเคยชิน เด็กซึมซับได้ง่าย ระมัดระวังตนเองไม่ใกล้เพศตรงข้ามที่ไม่คุ้น ไม่อยากจับมือสลามผู้ชายอื่น ลูกเคยสงสัยถามเรื่องการแต่งกายของสาวทั่วไป นอกจากจะคุยกันถึงพิษภัยจากการแต่งกึ่งเปิดกึ่งปิดแล้ว ยังเสริมให้เด็กเชื่อมั่นในหลักการอิสลามว่าดีที่สุด เหมาะสมสุดๆ กับมนุษย์ผู้ถูกสร้าง เพราะถ้าการแต่งกายแบบนั้นดีจริง อัลลอฮฺต้องให้มุสลิมะฮฺแต่งกายแบบนั้นแน่นอน แล้วลองวาดภาพในหัวดูว่า ถ้ามุสลิมะฮฺแต่งกายแบบนั้นมันจะเป็นอย่างไรบ้าง ยามไปละหมาดหรือเข้ามัสยิด คงต้องหอบข้าวของพะรุงพะรัง ไม่น่าดูยามเข้าไปศาสนสถานที่ที่ควรสำรวมตน  
2. ส่งเสริมเรื่องการอ่าน
เพราะการอ่านเป็นหัวใจหลักของชีวิตผู้ศรัทธา นอกจากทำให้ลูกมีความรู้ ฉลาดรู้ทันคนแล้ว ลูกยังได้ใช้ในการเผยแผ่อิสลามได้ในอนาคต ต้องสอนให้เด็กเห็นความสำคัญของการดะอฺวะฮฺด้วย การอ่านหนังสือหรืออัลกุรอานตั้งแต่ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ใช้ภาษาง่าย ลูกจะคุ้นกับตัวอักษร แถมจดจำข้อมูลนานาได้อย่างแม่นทั้งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ต่างๆ สำคัญแล้ว ความรู้ในอิสลามเหล่านี้ได้บอกกล่าวเราแล้วผ่านอัลกุรอาน เด็กๆ จะปฏิบัติตัวสอดคล้องกับหลักการแล้วยังได้เข้าใจเบื้องลึกมากขึ้น อาจตั้งคำถามให้เด็กฝึกคิด หากเจอเหตุการณ์อย่างนั้นบ้างจะทำอย่างไร ก็เป็นการสานต่อความคิดจินตนาการได้อีกขั้น ส่วนความรู้ทั่วไปก็ค่อยเสริมต่อตามไปไม่เสียหลาย  
3. สอนลูกไม่ให้ดูถูกผู้อื่นแม้กับคนที่ไม่ใช่มุสลิมและให้มีความหวังดีต่อกัน
การอบรมใกล้ชิดลูกทำให้เรามีโอกาสพูดคุยกับลูกตลอด เมื่อต้องออกนอกบ้านหรือต่างที่ ก็ควรฉวยโอกาสสอนลูกทีละเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น การได้เจอคนแตกต่างจากเราในสังคมก็อย่าให้ลูกได้ดูถูกเค้าว่าเค้าไม่ดีไม่เป็นมุสลิม แต่ควรสอนให้คิดถึงสาเหตุที่เค้ายังไม่เป็นมุสลิม เค้าอาจไม่รู้จักอัลลอฮฺ ไม่รู้จักอิสลาม แล้วเราจะช่วยเค้าอย่างไร พยายามกระตุ้นให้เด็กมุ่งมั่นว่า ควรสะสมความรู้อิสลามมากๆ เพื่อมาแนะนำคนที่เค้ายังไม่ใช่มุสลิมให้เค้ารู้จักอัลลอฮฺ หรือการสร้างมิตรภาพที่ดีกับคนตามท้องถนน แม่ค้า คนกวาดถนน แม่บ้านก็ควรให้ลูกเรียกอย่างเกียรติ มีหางเสียง ให้เด็กมองว่าอาชีพเหล่านี้ ถ้าเราไม่มีเค้าจะเป็นอย่างไร บ้านเมืองจะสกปรกแค่ไหน ลูกก็ได้ใช้เหตุผลไปในตัว
4. รู้จักเล่นกับลูก
เด็กกับของเล่นเป็นของคู่กัน คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าเล่นที่ดีที่สุดของลูกคืออะไร คือพ่อแม่นั่นเองค่ะ เพราะนอกจากเป็นสิ่งมีชีวิตที่โต้ตอบพวกเค้าได้สารพัดแล้ว ยังสร้างความสนิทสนม รู้จักกระเซ้าเย้าแหย่กันสร้างบรรยากาศรักใคร่อันอบอุ่น เรื่องของเล่น หรือการเล่นเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะรูปแบบการเล่นของลูกจะส่งผลต่อการเติบโตของลูกทั้งชีวิตได้เลยทีเดียว แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงนอกเหนือจากความรู้เรื่องการเล่นกับพัฒนาการตามวัยแล้ว ควรจะเน้นถึงเรื่องการส่งเสริมทักษะชีวิตของลูกผ่านการเล่นด้วย การเล่นของผู้ใหญ่จะไปช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้แก่ลูกต่อไป เพราะขณะที่กำลังเล่นกัน พ่อแม่สามารถสอดแทรกเรื่องราวดีๆ ที่ต้องการปลูกฝังให้แก่ลูกได้มากมาย
                ยกตัวอย่าง เมื่อคุณเล่นแต่งตัวตุ๊กตากับลูกสาว นอกจากสอนลูกในเรื่องการแต่งกายเหมาะสมตามหลักการแล้วยังสอดแทรกเรื่องการแต่งกายแบบไหนที่ไม่เหมาะสม แล้วจะส่งผลอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นลูกชายอาจเป็นการเล่นรถ ตรวจเช็คสภาพก่อนเดินทางไปไหน  ทำให้เห็นจากสถานการณ์จริงแทรกเรื่องความปลอดภัยเข้าไปด้วยไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายประสบอุบัติเหตุได้ ลูกจะรู้จักเตือนเวลาพ่อขับรถ เป็นต้น
รวมไปถึงของเล่นที่มีทั้งปลายปิดและปลายเปิด แบบปลายปิดก็คือ ของเล่นที่มีคำตอบเพียงคำตอบเดียว เช่น โดมิโน หรือจิ๊กซอว์ ส่วนของเล่นแบบปลายเปิดก็คือแบบที่ใช้จินตนาการของตนเอง เช่น การต่อบล็อกเป็นรูปต่างๆ ตามความต้องการของเด็ก ดังนั้น เราไม่ควรปล่อยช่วงเวลาสำคัญของลูกให้ผ่านเลยไป โดยที่พ่อแม่ไม่ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูก เรื่องเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เรื่องเล่นจะกลายเป็นการสร้างทักษะชีวิตให้ลูกได้อย่างน่าทึ่ง
4 ประการนี้ เป็นคำแนะนำเบื้องต้นเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจสร้างความสุขของผู้เป็นแม่โดยมีลูกเป็นเครื่องมือสร้างความสุขบนโลกใบย่อมนี้และเป็นความสุขถาวรบนโลกอันจีรัง อินชาอัลลอฮฺ ประการสำคัญที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือการวอนขอดุอาอฺจากผู้ทรงกำหนด แม้หลายอย่างอาจเป็นไปอย่างไม่ดั่งใจเราแต่ก็สามารถแปรเปลี่ยนได้ด้วยดุอาอฺของพ่อแม่ ตราบใดลมหายใจไม่สิ้น อะมานะฮฺที่ต้องรับผิดชอบดูแลของฝากจากอัลลอฮฺก็ยังไม่จบเช่นกัน!

24/11/53

ความคิด => ผังความคิด


ผู้เขียนได้ยินเสียงบ่นจากรอบข้างว่าเวลาคิดอะไรมักขี้ลืมและไม่ค่อยรอบคอบ เลยลองแนะนำวิธีหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ คุณผู้อ่านลองมาดูไปพร้อมกันเลยนะคะว่าจะช่วยได้จริงไหม?  
บางท่านอาจเคยได้ยินคำว่า Mind Map หรือ ผังความคิด มันเป็นทฤษฎีในการนำเอาสมองมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ คิดขึ้นโดยโทนี บูซาน (Tony Buzan) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างอิสระ สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ด้วยการจดบันทึกด้วยสมองสองซีก จะใช้ในการทำงาน  การเรียน สามารถปลดปล่อยความคิดลงไปในกระดาษได้เต็มที่ หรือใช้แทนการจดเล็กเชอร์แบบเดิมที่น่าเบื่อแถมยังจดจำได้เพียงระยะสั้น
แผนผังความคิดจะเขียนลงบนกระดาษว่างจากจุดศูนย์กลาง กระจายเป็นรูปดาวคล้ายการแตกกิ่งก้านของต้นไม้ (การแตกของเส้นเซลล์สมอง) ในการเขียนแผนผังความคิดจะใช้ภาพประกอบง่ายๆ  คำสำคัญเป็นคำมูลสั้นๆ แถมใช้สีสันช่วยเพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้น  ในปัจจุบันมีทางลัดในการสร้างผังความคิดโดยการใช้ทูลหรือซอฟต์แวร์ช่วยข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์คือสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้อย่างอิสระค่ะ
ข้อดีของผังความคิด
o       ช่วยจดบันทึกทำให้สิ่งต่างๆ มองภาพได้ง่ายขึ้น เช่น สรุปบทเรียน หรือจับจินตนาการมาใส่กระดาษ
o       สร้างจากสิ่งที่เป็นนามธรรมสู่รูปธรรม
o       ช่วยในการเรียนรู้ในศาสตร์ต่างๆ ของมนุษย
o       ใช้แก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
o       ใช้ในการทำการตัดสินใจกรณีมีทางเลือกหลายๆ ทาง
แล้วถ้าจะเขียน Mind Map ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
o       กระดาษเปล่าๆ 1 ใบ ไม่มีเส้นจะดีที่สุด ขนาดอย่างน้อยเท่า A4 หรือใหญ่กว่า
o       ปากกาหลากสี หรือปากกาลูกลื่นหลายสี  อย่างน้อย 3 สี
o       หัวสมองของคุณ และจินตนาการ หรือความคิดของคุณ
การเตรียมอุปกรณ์ไม่ยุ่งยากอะไร คราวนี้เรามาลองดูขั้นตอนกันค่ะ ว่าจะมีประสิทธิภาพในการย่อเวลา ย่อความคิดสู่กระดาษได้อย่างชัดเจนอย่างไร
ขั้นตอนวิธีในการเขียน Mind Map
๑)     เริ่มวาดแก่นแกน ที่จุดกึ่งกลางของกระดาษ ขนาดเท่าเหรียญสิบสำหรับกระดาษ A4  หากกระดาษใหญ่กว่า ภาพกึ่งกลางใหญ่กว่านั้นได้  เพราะว่าการเริ่มต้นที่จุดกึ่งกลางจะทำให้สมองของเราเป็นอิสระ  พร้อมที่แตกหน่อความคิดออกไปยังทุกทิศทาง
๒)     ใช้สีหลากสีสัน  สีสันจะทำให้แม็พของพวกเราดูมีชีวิตชีวาน่าอ่านมากยิ่งขึ้น
๓)    วาดกิ่งแก้ว ออกมาจากภาพตรงกลางแล้วแตกกิ่งก้อยออกมาตามที่สมองเราจะคิดได้
ต้องให้เส้นเชื่อมต่อกันเพราะว่าสมองของมนุษย์ทำงานแบบเชื่อมโยงเข้าหากัน
๔)      วาดกิ่งก้อย ที่แยกออกมาจากกิ่งแก้ว เป็นส่วนที่เป็นส่วนย่อยของกิ่งแก้ว (คุณผู้อ่านลองดูจากภาพประกอบนะคะ น่าจะเห็นชัดขึ้น)
ความจริงรายละเอียดยังมีอีกมากแต่เนื่องด้วยเนื้อที่จำกัด  แนะนำว่าผู้ที่สนใจควรไปศึกษาเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ตหรือหาหนังสือ mind map มาอ่านกัน  ลองคิดตามตัวอย่างภาพที่ถูกต้องตามกฎ mind map ไปพลางๆ ก่อน  แต่บอกไว้ก่อนว่าควรจะมีการทำความเข้าใจอย่างดีเพราะมันมีผังอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันทำให้เกิดความเข้าใจผิดนำไปใช้แบบไม่เข้าใจ เสียหายถึงต้นตำรับเลยก็มีค่ะ แล้วจะมาโทษว่า mind map เขาไม่ดีจริงได้อย่างไร ลองมาพิสูจน์ด้วยตัวคุณๆ เองนะคะ
       

mind map กับเด็กตัวน้อย

หลายท่านอาจจะคุ้นหูเรื่องของผังความคิดหรือ mind map ผู้เขียนได้ใช้กับเด็กวัยเกือบ 6 ขวบ อย่าเพิ่งเกาหัวแล้วคิดว่ามันยาก ลองมาฟังกันก่อน [อ่านเรื่องมายด์แม็พที่นี่ 1, 2(สองมีเพลงประกอบ กรุณาปิดเสียงก่อน)]

จากประสบการณ์จริงได้ลองเขียนผังความคิดจากการอ่านหนังสือกับลูก เราพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ได้และสรุปบทเรียน ข้อคิด (วันนี้ไม่ได้นำมาเสนอ เพราะกระดาษจริงมันยุ่ยไปแล้ว อินชาอัลลอฮฺ ครั้งหน้าจะนำมาเสนอ) พอดีว่าวันนั้นพิเศษหน่อย เราไปห้องสมุดของกทม.ที่มาตั้งหน้าสุเหร่าหลายปีแล้ว ให้เค้าเลือกหนังสือที่อยากอ่าน แล้วแม่ก็อ่านให้ฟัง ทายสิแกหยิบเล่มไหน มันเป็นเล่มที่บ่านไม่มี คือเรื่องตด เป็นหนังสือแปลของญี่ปุ่นที่พูดถึงว่าตดมาจากไหนและไปไหน

เด็กสนุกและจดจำได้ดี กลับมาบ้าน พอช่วงเย็นเวลาเหมาะเจาะเลยชวนมาทบทวนกันดีกว่าว่า หลังจากอ่านแล้วได้ข้อสรุปอะไรบ้าง ด้วยความที่แม่วาดรูปไม่ค่อย work แต่ลูกก็เดาได้ถูก เราก็มาช่วยกัน นำทางให้เด็กว่าแบ่งหมวดอย่างไร เช่นว่า ภาพแก่นแกนตรงกลางเป็นรูปคล้ายเมฆสื่อถึงตด แล้วก็แตกกิ่งแก้วเป็นหมวดที่เราต้องการแบ่งเช่นว่า เกิดจาก ลักษณะ ส่วนกิ่งก้อยก็เช่น (เกิดจาก) การกินอาหาร อาหารบางประเภท อาการปั่นป่วนในท้อง เป็นต้น

ตัวเองจำไม่ได้นักว่าเนื้อหาหนังสือว่าอย่างไร แต่ mind map ก็เป็นเครืองมือที่ช่วยให้เด็กจดจำได้ง่ายและทบทวนของเก่าได้ดี

ข้อเฉพาะของการทำ mind map กับเด็กๆ คือ

- ผู้ใหญ่เป็นผู้วาดให้ อาจจะนำทางไปก่อน เด็กมาเสริมแต่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัยของเด็ก วาดรูปได้มากน้อยแค่ไหน

- ทำบ่อยๆ เค้าจะจับทางได้ว่าจะแบ่งหมวดหมู่ หรือแตกกิ่งแก้ว กิ่งก้อยอย่างไร

- เอามาทบทวน หรืออ่านแทนหนังสือ เด็กจะจำได้ง่า่ย


- ใช้สี เส้นที่ดึงดูดใจ น่าอ่าน

จริงๆ แล้วมันมีกฎของ mind map ที่ต้องศึกษาให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ใช้อย่างผิดๆ เรื่องนี้ต้องศึกษาจากต้นตำรับ ทุกวันนี้มีหนังสือมากมายเกี่ยวกับ mind map อาจารย์ที่ขึ้นชื่อเป็นต้นแบบ mind map ในไทย  อ. ธัญญา ผลอนันต์ 

อยากให้พี่น้องลองศึกษาแล้วนำมาใช้ มันจะมีประโยชน์มากมายในการช่วยจดจำ ผู้เขียนยังใช้ในการบันทึกอัลกุรอาน
เพื่อให้จดจำได้ว่าแก่นของแต่ละซูเราะฮฺกล่าวถึงเรื่องอะไร ผู้เขียนใช้กับซูเราะฮฺสั้นๆ ลองดูได้จากภาพตัวอย่าง

14/10/53

ดื้อจัง!




เชื่อว่าคุณแม่หรือคุณพ่อทุกคนคงเคยเอ่ยคำนี้ อย่างน้อยที่สุดก็แว้ปในใจของคุณๆ บ้าง  น่าสงสัยไหมคะ คำว่า ดื้อ ของคุณพ่อคุณแม่แต่ละคนนั้นมีขอบเขตแค่ไหน  ผู้เขียนแอบสงสัยเมื่อได้ยินผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กดื้อ แล้ว อะไรหรือใครคือบรรทัดฐานล่ะ?

โดยธรรมชาติเด็กมีพฤติกรรมซุกซนหรือเรียกว่าอยากรู้อยากเห็น สองคำนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ซน มักถูกนำมาใช้เมื่อเด็กมีพฤติกรรมแง่ลบ เล่นสนุกมากไป อยู่ไม่นิ่งจนเกิดเรื่อง อยากรู้อยากเห็น ถูกใช้ไปในเชิงบวก เด็กทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมแตกต่างกันตามวัย  อยากรู้ลองโน่นนิดนี่หน่อยด้วยตนเองซึ่งเกิดจากแรงผลักภายในออกมาเป็นการพฤติกรรมที่กระตือรือร้นในการใฝ่รู้ แม้คนรอบข้างอาจจะสนุกหรือไม่ก็ตาม  
การสร้างเด็กด้วยวินัยเชิงบวกแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับมุสลิม การคิดบวกมองบวกเป็นเรื่องที่ศาสนาส่งเสริม ทำให้เราเป็นคนสุขุม ใจเย็น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราเอื้ออาทร ผู้เขียนจึงอยากนำมาชิมลาง (ด้วยเนื้อที่จำกัด) เผื่อผู้อ่านจะนำไปปรับใช้รับมือสมาชิกน้อยๆ รอบบ้านกันค่ะ การสร้างวินัยที่ว่านี้จะเลี่ยงการใช้คำพูดแง่ลบ ลืมเรื่องดุด่าว่ากล่าวกันได้เลย ไม่มีการลงโทษทั้งร่างกายและจิตใจต่อเด็ก ข้อดีของการฝึกวินัยเชิงบวก คือการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ สังคมของเด็ก และการจัดการกับพฤติกรรมของเด็กด้วยกลวิธีที่เน้นให้เด็กเข้าใจตนเอง เรียนรู้และเข้าใจสิ่งที่ตนเองทำนั้น เกิดผลเสียอะไร ส่งผลกระทบอย่างไร แล้วหาทางแก้ไขอย่างสมเหตุผล เป็นการสร้างแรงกระตุ้นภายในให้เด็กปรับปรุงพฤติกรรมตนเองในระยะยาวมากกว่าที่ผู้ปกครองจะใช้อำนาจสั่งให้ทำซึ่งก็ทำแค่เฉพาะหน้า เราไม่อาจตามไปสอนตลอดชีวิต พาลจะเสียพลังงานร่างกาย จิตใจ ความรู้สึกและเวลาที่สูญไปกับการจัดการไม่ถูกวิธี ทำให้เสียความรู้สึกทั้งครอบครัว  เหนื่อยทั้งวันนี้และอนาคต 
จริงอยู่...เป็นเรื่องยากค่ะ ที่ผู้ปกครองจะพูดกับลูกอย่างใจเย็นเมื่อเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม  เรื่องแบบนี้ต้องฝึกหัดกันแล้วล่ะ ลองคิดว่าถ้าเราเป็นเด็กที่ทำผิดด้วยความไม่รู้ เราจะรู้สึกอย่างไร เมื่อถูกตีด้วยอารมณ์ ดุไม่มีเหตุผล พาลจะเป็นเด็กขี้กลัวเสียอีก หรือเด็กอาจจะรู้ว่าไม่ควรทำแต่ว่าต่อต้านผู้ใหญ่ก็เลยทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้าม ของแบบนี้ต้องกลับมามองที่ผู้ใหญ่ตัวโตแล้วล่ะคะ เข้าใจวัยของเด็กมากน้อยแค่ไหน แล้วจัดการพฤติกรรมเหล่านี้อย่างไร คงต้องย้อนถามตนเองบ่อยๆ ไม่ฝึกแก้ไขตอนนี้จะรอเมื่อไหร่ 
ผู้เขียนเคยใช้คำว่า ดื้อ กับลูกวัย 4-5 ขวบ และบอกด้วยว่า ดื้อคือการไม่เชื่อฟังอย่างไม่มีเหตุผลหรือเหตุผลไม่มีน้ำหนักพอ เช่น ใช้ในกรณีที่เขาไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ ไม่ละหมาด พร้อมอธิบายข้อดีข้อเสียของการไม่ละหมาด (พื้นฐานลูกเข้าใจเรื่องนรกสวรรค์ จึงอยากขึ้นสวรรค์)   ประเดี๋ยวเดียวลูกก็ละหมาดโดยพร้อมใจไม่ต้องทะเลาะให้เหนื่อย แค่อธิบายเสริม จะละหมาดช้าหน่อย ละหมาดเองก็ผ่อนปรนได้  หรือ กรณีเมื่อลูกอารมณ์ไม่ดีก็ควรแยกลูกออกมาก่อน อาจจะโอบกอดให้เขารับรู้ว่าอารมณ์เขาเป็นแบบนี้ชัยฏอนกำลังเป่าหู  ลูกค่ะ ลูกรัก เรามากล่าวขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ผู้สร้างเรากันดีกว่า ตอนนี้ลูกกำลังถูกมันรังควานนะ เราไปอาบน้ำละหมาดกัน หรือให้นั่งแยกตัวเงียบๆ ก่อน หากเด็กยังอาบน้ำละหมาดไม่เป็น อาจบอกว่า  ลูกจ๋า ลูกเด็กดีของอัลลอฮฺ เมื่อพร้อมแล้วให้มาคุยกับแม่ได้ แม่รออยู่ตรงนี้นะจ๊ะ  บอกให้ชัดเจนด้วยว่าพร้อมคืออะไร เช่น เมื่อลูกหยุดร้องไห้ เป็นต้น 

ตัวอย่างเล็กน้อยที่นำมาเล่าสู่ค่ะ การอบรมเลี้ยงดูเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยากบ้างง่ายบ้างก็สามารถฝึกฝน เรียนรู้กันไปพร้อมกัน พ่อแม่ที่มีลูกมื่อเก่าหลายคนยังต้องเรียนรู้ลับคมกันตลอด เด็กแต่ละคนมีอุปนิสัยเฉพาะตัว เด็กๆ เขาฉลาด ไม่เพียงแต่ทำตามคำอบรมสั่งสอนเท่านั้นแต่ยังจดจำพฤติกรรมจากผู้ปกครองมากกว่า หากปากสอนแต่พ่อแม่ไม่ทำ..ยังไง๊ ยังไงก็ไม่ได้ผล เด็กก็ไม่มีพฤติกรรมเชิงบวก  อย่างลักษณะนิสัยที่ซึมซับจากผู้ปกครองโดยไม่รู้ตัว เช่น วิธีการรับมือกับปัญหา การมองโลก กริยามารยาท ความสุภาพ ความมีน้ำใจช่วยเหลือ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องเอาใส่ใจอย่างพิถีพิถัน อยากให้ลูกดีแบบไหน พ่อแม่ก็ต้องดียิ่งกว่า 
เรื่องที่พลาดไม่ได้คือ การวิงวอนขอความช่วยเหลือจากผู้สร้างนั้นคือหนทางที่ดีที่สุดในการปรับแก้ทุกปัญหา แม้สถานะของการเป็นพ่อแม่ไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่ทุกคนก็น่าจะมีสัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ที่รักและปรารถนาดีต่อลูก จริงไหมคะ!

27/8/53

เราะมะฎอนของเด็ก 5 ขวบ

ก้าวสู่เราะมะฎอน 1431 ได้สิบกว่าวันแล้ว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นี่เป็น เราะมะฎอนแรกของฉัน
เปล่า หรอก..ฉันไม่ใช่มุสลิมใหม่
แต่หมายถึง เราะมะฎอนแรกที่ฉันได้รับตำแหน่งสูงขึ้นพร้อมกับความเสี่ยงไปพร้อมกัน
เสี่ยง ที่จะเข้าไฟนรกได้มากขึ้น หากไม่ทำหน้าที่รักษาอมานะฮ (ของฝากจากอัลลอฮฺ) ให้ดี
ริสกียฺจากพระองค์เบอร์ล่าสุด มีอายุไม่กี่เดือน อาหารหลักจึงเป็นนมแม่เพียงอย่างเดียว
ส่วนคนก่อนหน้าก็ประสบเราะมะฎอนอย่างต่ำก็ 2-5 ครั้งแล้ว

ก่อนเข้าสู่เราะมะฎอน ฉันได้ฟังถามตอบปัญหาเกี่ยวกับเราะมะฎอน
เหมือน พี่น้องหลายคนก็ตระเตรียมตัวกับภารกิจอันยิ่งใหญ่ทั้งเพื่อให้แน่นหนักในอิบาดะฮฺและ
หนัก แน่นในความหวัง โอกาสที่จะได้รับการอภัยจากผู้สร้าง
คำถามมีร้อยแปด ตั้งแต่การเตรียมตัวเตรียมใจจนกระทั่งการออกซะกาตฟิฎริ ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดเราะมะฎอน
คำถามที่น่าจะเกี่ยวข้องกับบทบาทของ ฉันก็ไม่พ้นเรื่องแม่ๆกับการถือศีลอด แม่ตั้งครรภ์ แม่ให้นมลูก การฝึกลูกถือศีลอด ประมาณนี้

ฉันไม่ค่อยกังวลอะไร จะทำตามความสามารถให้เต็มที่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะขอดุอาอฺให้เจ้าของชีวิตช่วยเหลือ
มันอาจเกิดในเรื่องที่เราไม่คาดคิด เพื่อนหลายคนต้องประสบความอ่อนล้า อ่อนแรงจากการให้นม
หรือตั้งครรภ์ ซึ่งเราอาจไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น ก็ต้องตระเตรียมหัวใจให้ดีกับเราะมะฎอน
เพราะทุกคนหวังว่าจะทำอามั้ลให้มาก แต่เมื่อถึงเวลาอาจจะไม่เต็มที่
เหมือนอย่างที่ตั้งใจ ก็ต้องยอมรับทำใจและปรับเปลี่ยนตามความสามารถ
เวลาโอกาสเท่าที่จะเอื้อ ฯลฯ ตัวแปรต่างๆ มากระทบบดบังก็มากขึ้นพัลวัน
อย่าให้จิตใจที่ไม่เบิกบาน ทำให้หัวใจคนรอบข้างหดหู่ไปด้วย
(ที่เล่ามาแบบนี้ อย่าเพิ่งกลัวเรื่องการมีครอบครัว
แต่อยากให้ตระเตรียมตัว ตักตวงให้มากเข้าไว้ยามยังสาวๆ แส้ๆ)

นับว่าในช่วงสิบวันแรกผ่านไปแล้ว อัลฮัมดุลิลลาฮ สภาพร่างกาย(โอ)
สภาพ จิตใจ..ตัวดี ไหนจะอิบาดะฮฺพรั่งพรูที่หวังอยากทำให้มาก
กอปรกับการ จัดการเจ้าริสกี ยน้อยๆ ทั้งสาม อืม...ตัวแปรหลายระดับ
หลายกระบวนท่าที่ ต้องงัดมาใช้ ทั้งท่าไม้ตาย ไม้เด็ด ไม้ใบ ไม้ดอก
อาจทำให้อ่อนระเหี่ย เมื่อเปรียบกับ ปีก่อนๆ หรือเมื่อเทียบกับพี่น้องคนอื่น
ทำไม๊..ทำไม เราทำได้น้อยนิดเสียจริง


ยามจะอ่านอัลกุรอาน ..ลูกร้องๆๆหม่ำๆ>>>ก็อุมมี
อ่านไปได้ไม่กี่มาน้อย >>>ก็อุมมีอีก
เฮ่อ..เสร็จซะที จะอ่านต่อแล้วนะ..
ลูกเบอร์ หนึ่งเบอร์สองเริ่มมีปาก เสียงกัน>>>เรียกหาอุมมี
เจ้าเบอร์สอง โห้ยๆ..หิ๊วๆ...ก็อุมมี บ้าง อบีบ้าง
สายๆ กลางวัน จัดการงานบ้านงานช่อง คุณสารมีก็ช่วยสุดฤทธิ์
จัดการ เรื่องเรียนๆ เล่นๆ ในบ้านเรียน สรรค์สร้างงานสารพัน(รกบ้าน)
บ่ายๆ เย็นๆ ลงครัวทำอาหารบ้าง ดูร้านขายของ
สมาชิกคนนึงบ่นหิวไปขณะถือศีลอดด้วย>อุมมีวิ่งโร่สรรหา กลยุทธ์ให้ลืม
ของ เล่น กิจกรรมนานา อาทิ ทำการฝีมือ พับกระดาษ ระบายสี
งัดออกมาให้หมด ชวนอาบน้ำเพื่อให้กายสบาย จิตใจก็จะได้สบายอินชาอัลลอฮฺ
แต่ก็ยังมีอาการที่เด็กมักเป็น(ผู้ใหญ่ยังเป็นได้เลย) อารมณ์เข้ามานำทั้งโกรธ ฉุน แย่งของน้อง โวยน้องนุ่ง จนอุมมีบอกว่า "ไม่ต้องถือศีลอดก็ได้ ถ้ายังทำแบบนี้
เพราะเเทนที่ได้จะบุญ เดี๋ยวจะได้บาปปล่าวๆ อุมมีไม่อยากให้มีสภาพแบบนี้
 แล้วทำไงดีที่จะเปลี่ยนความหิวที่ทรมานให้เป็นความสุขที่ได้หิวเพื่ออัลลอฮฺ
กระหายเพื่ออัลลอฮฺล่ะ"
สงสัยจะเก็บไปคิด

(เรื่องเด็กอารณ์บูดๆเบี้ยวๆอาจเกิดได้มากกว่าหนึ่่งครั้ง
เมื่อถือศีลอด ฉะนั้น กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ควรใช้ประโยคที่ค่อนแคะ บั่นทอนให้เค้ารู้สึกว่าทำไม่ได้
เป็นเรื่องน่าอาย แต่ควรจะเป็นเรื่องที่ต้องพยายามสู้กับตนเองให้ได้ ย้ำกับพวกเค้าว่า..
"แล้วอัลลอฮฺจะช่วยเหลือหนู เมื่อหนูขอความช่วยเหลือจากพระองค์นะ..จำไว้ให้ดี"

รู้สึกหิวข้าวเมื่อไหร่ก็ดุอาอฺ
รู้สึกหิวน้ำเมื่อไหร่ก็ดุอาอฺ
รู้สึกว่าจะโกรธง่าย อารมณ์บ่จอยเมื่อไหร่ก็ดุอาอฺ
ขอทุกครั้ง ขอตลอด หัดให้เด็กขอความช่วยเหลือ พึ่งพาอัลลอฮฺเป็นเรืองดี



อุมมีเรื่องเยอะ เดี๋ยวภารกิจโน่นนี่เข้ามา ประเดี๋ยวก็หมดแรง
กลายเป็นการงานอามั้ล น้อยเพราะเหนื่อยล้าเป็นข้ออ้างหรือเปล่า
หรือผสมนัฟซูส่วนบุคคล(ขี้เกียจเอย ง่วงเอย) หรือเปล่านะ น่าคิด?

ว่ากันต่อเรื่องตัวน้อยๆ
อาทิตย์แรก สมาชิก 1 ใน 3 ก็ได้รับนโยบายครึ่งแรกครึ่งหลัง (ข้าวสะฮูรเธอทานพร้อมผู้ใหญ่อยู่แล้ว)
คือ ละศีลอดตอนอาซานซุหฺริแล้วถือต่อจนมัฆริบ ก่อนเวลามั่ง
เราก็หยวนๆ ปลอบประโลมหัวใจและให้กำลังใจ
ไม่ได้บังคับนะ แค่บอกว่าให้ฝึกไปก่อน เดี๋ยวก็ได้อัลลอฮฺเจ้าของชีวิตเราเนี่ยแหละจะช่วยเหลือ
ไม่ซีเรียสอะไร แต่แค่บอกบางทีนะอย่างน้อยเราะมะฎอนนี้อาจจะได้เต็มวันก็ได้ ไม่น่าภูมิใจหรอ
ไม่คะยั้นคะยออะไร แค่บอกว่าเราะมะฎอนนี้เราทุกคนต้องดีขึ้นนะคะ อัลลอฮฺจะช่วยให้เราทำได้ดีกว่าปีก่อนๆ

ให้ดุอาอฺมากๆ ขอแบบนี้ก็ได้นะ
"อัลลอฮฺผู้เกรียงไกร อัลลอฮฺที่รักของหนู อัลลอฮฺจ๋า...ขอให้ช่วย.." อย่างนั้นอย่างนี้
อาทิตย์ต่อมาเธอใจสู้ ไม่บ่นเลยเผลอแป๊บเดียวละศีลอดพร้อมผู้ใหญ่เฉยเลย
น่า นับถือ (เธออายุ 5 ขวบกว่าๆ เท่านั้น) เก่งกว่าอุมมี อบีเป็นไหนๆ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นี่ก็ได้สามวันเต็มๆ ที่ถือได้แบบผู้ใหญ่ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นับเป็นข่าวดีของครอบครัวที่ได้รับประสบการณ์น่าสุดซึ้ง
ความเมตตามากมายที่มีต่อบ่าวตัวน้อยๆ น่าปลาบปลื้มยิ่งนัก
อุมมี ถามว่าลูกถือศีลอดได้เหมือนผู้ใหญ่เลย..ทำได้ไง

"อัลลอฮฺช่วยหนู หนูทำเองไม่ได้" ต่อด้วย ถามจริงๆ หิวรึเปล่า
"หิววววว....แต่ก็อดทนค่ะ"

เพราะพระองค์ก็ได้บอกแล้วถึงความเมตตาที่จะมีแก่บ่าวผู้ศรัทธา
พระองค์ได้ให้พลังกายพลังใจแก่บ่าวของพระองค์
เราะมะฎอน นี้ฉันประทับใจกับสมาชิกน้อยๆ อย่างมากที่อึดขึ้น
มีความอดทนอดกลั้นขึ้น และพยายามควบคุมความรู้สึกหิวกระหาย
ยังมีอะไรมากมายให้ มุสลิมตัวน้อยๆ คนนี้ เรียนรู้ ฝึกฝน

หน้าที่ของฉันมิใช่แค่เราะมะฎอน
แต่มันยิ่งหนักหนาในตราชูทั้งด้าน ซ้าย และขวา อยู่ที่ว่าเราทำเพื่อใคร
แล้วพี่ๆ น้องๆ น้าๆ ป้าๆ คุณผู้ใหญ่ทั้งหลายล่ะคะ
ได้เรียนรู้ อะไรบ้างในเราะมะฎอนนี้
เราะมะฎอนนี้มีสิ่งใหม่ในหัวใจอะไรบ้างรึยัง?

ฉันอยากให้ความจำเริญของเราะมะฎอนอยู่กับเราแบบนี้ทุกวันจัง
คงดีไม่น้อยที่ เรานึกถึงแต่เจ้าของหัวใจเรา
เจ้าของที่จะเรียกมันกลับเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่พระองค์ประสงค์
เมื่อไหร่ก็ตามที่..เราไม่มีวันล่วงรู้..
รู้แต่หน้าที่ ณ ตอนนี้ คือการทำให้หัวใจได้เข้าใกล้เจ้าของหัวใจที่แท้จริงกันดีกว่า

แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงรับจากหมู่ผู้มีความยำเกรงเท่านั้น (อัล-มาอิดะฮฺ 5:27)

((บทความนี้ มิได้มีเจตนาใดแฝง แค่อยากให้กำลังใจทุกท่านในการฝึกฝนบุตรหลานในการถือศีลอด ทำไม่ได้ ก็อย่าซ้ำเติม ทำได้บ้างก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ไม่ได้บ้างก็ก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺ เป็นปกติของเด็กๆ ความอดทนอดกลั้น วุฒิภาวะยังน้อยอยู่ การดุว่ารังแต่จะทำร้ายหัวใจดวงน้อยๆ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แต่จงให้กำลังใจเด็กๆ ในการต่อสู้ ฝึกฝนเพื่อวันข้างหน้าจะทำได้ดียิ่งขึ้น ฝึกตั้งแต่เล็กๆ ได้เปรียบกว่าไปทำตอนโต เมื่อถึงวัยบรรลุศาสนภาวะแล้ว ตอนนั้นก็จะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน หากเด็กๆ ทำได้ เค้าจะภาคภูมิใจมากที่ได้ทำได้อย่างผู้ใหญ่ เค้าจะรู้สึกว่าตนเองโตขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ผู้ปกครองแนะนำด้วยว่า ความสามารถที่ทำได้มาจากเจ้าของชีวิตทั้งนั้น เราไม่สามารถทำได้เอง

และที่สำคัญคนในครอบครัวพร้อมใจช่วยกันเป็นกำลังกาย กำลังใจ สรรหากลเม็ดต่างๆ ดึงดูดให้สนใจอยากถือศีลอดและอยากฝึกให้ดีขึ้นๆ เช่น ผลบุญที่จะได้รับ อาหารถูกใจเมื่อละศีลอด  หากเด็กๆ เค้ายังไม่ค่อยสนใจก็ลองเปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ ค่อยทำ ค่อยไป และมอบหมายต่อผู้สร้างเถิด พระองค์จะสร้างทรงช่วยเหลือพวกเราทุกคน))