23/12/53

ความสุขของแม่



โดย : อินทผลัม

เมื่อบรรดาคุณแม่ๆ มาพูดคุยสับเพเหระในเรื่องความสุขของคนเป็นแม่ ประกันได้เลยค่ะว่า 99% (อีก 1%เหลือไว้งั้นแหละ) จะเอ่ยถึงเรื่องของลูกคนที่เราตกหลุมรักเค้าตั้งแต่ยังไม่เคยเห็นหน้า คาดการว่าหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่เมื่อลูกเติบโตแล้วเป็นมุสลิมที่ดี พ่อแม่คงเอมใจล้นปรี่เมื่อผลิตผลเป็นคนดีในสังคม คงต้องย้อนกลับไปที่วิธีการเลี้ยงดูตลอดจนการดุอาอฺวิงวอนจากเจ้าของชีวิตอย่างไร พระองค์จึงทรงจัดวางให้ลุล่วงสำเร็จอย่างนี้
คุณแม่มือใหม่หลายท่านมักใช้สัญชาตญาณความเป็นแม่บวกกับวิธีเปิดตำราเลี้ยงลูก ซึ่งน่าจะเป็นข้อดีด้วยซ้ำที่มีผู้ช่วย  กฎบัญญัติการเลี้ยงดูลูกแบบอิสลามไม่มีเป็นหลักพื้นฐานขนาดว่าไม่ทำตามแล้วตกศาสนา แต่ถ้าทำแล้วจะเกิดผลดีรอบตัว ยังเป็นการเจริญแบบอย่างจากท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะซัลลัมที่ได้สอนสั่ง ได้ทำตามอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาบัญชาลงมาในอัลกุรอาน ตัวอย่างเช่น ควรสอนลูกละหมาดในวัย  7 ขวบ เมื่อ 10 ขวบลูกก็ต้องละหมาดเป็น หากไม่ทำก็ตีได้ หรือเรื่องการแยกที่นอนของลูกชายเพราะเด็กเริ่มโต เป็นต้น น่าปลาบปลื้มที่ผู้สร้างได้บัญชาใช้ให้บ่าวของพระองค์เอาใจใส่ในเรื่องที่คนเรามักมองว่าขี้ประติ๋ว เพราะเนื้อแท้มันเป็นฐานชีวิตผู้ศรัทธาในการเรียนรู้เรื่องละหมาดซึ่งขาดไม่ได้ในชีวิตแม้แต่น้อย หรือการแยกที่นอนก็เพื่อให้ตระหนักถึงเพศของตนเองเพื่อรู้จักระมัดระวังการวางตัวให้เหมาะสม แยกแยะให้ถูกเพศ  แม้ปัจจุบันมีหนังสือแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยอิสลามวางขายให้พี่น้องได้เลือกสรรอยู่หลายเล่ม  มุ่งเน้นตั้งแต่วิธีอบรมขัดเกลาคุณๆ ตัวน้อย การวางตัวของผู้อบรม  ผู้คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เพื่ออนาคตอุมมะฮฺที่ดี แต่ยังต้องอาศัยเรียนรู้ พูดคุยผ่านผู้มีประสบการณ์ตรงหลายรุ่นหลายวัย เพราะทฤษฎีบางครั้งก็ใช้ไม่ค่อยได้ผลกับเด็กบางคน
                เกือบหกปีที่ผู้เขียนมีประสบการณ์อันน้อยนิดเหลือเกินในการรับมือลูกๆ ไม่ว่าจากการเปิดตำราหรือเลี้ยงลูกด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดทำให้ได้เรียนรู้ลองผิดลองถูกเพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีพิมพ์เขียวติดตัวมาคนละฉบับ จึงได้พบว่าควรมีหลักทั่วไปในการเลี้ยงดูบ้าง วันนี้ลองนำมาเล่าสู่กันเล็กน้อยค่ะ
1. การสอนลูกต้องเข้าใจง่าย สม่ำเสมอ
                เราต้องพูดง่ายๆ ถ้าไปสอนเรื่องที่เป็นนามธรรมมากเกินไปเด็กจะไม่เข้าใจ เกิดเบื่อไม่อยากฟัง เช่น สอนลูกสาวเรื่องการวางตัวสงวนตัว ลูกสาวคนโตวันหกขวบอาจยังไม่เข้าใจนัก แต่ด้วยการปูพื้นฐานพูดคุยเรื่องนี้มาตลอด ชักชวนพูดคุยกันเรื่อยๆ สม่ำเสมอให้เกิดความเคยชิน เด็กซึมซับได้ง่าย ระมัดระวังตนเองไม่ใกล้เพศตรงข้ามที่ไม่คุ้น ไม่อยากจับมือสลามผู้ชายอื่น ลูกเคยสงสัยถามเรื่องการแต่งกายของสาวทั่วไป นอกจากจะคุยกันถึงพิษภัยจากการแต่งกึ่งเปิดกึ่งปิดแล้ว ยังเสริมให้เด็กเชื่อมั่นในหลักการอิสลามว่าดีที่สุด เหมาะสมสุดๆ กับมนุษย์ผู้ถูกสร้าง เพราะถ้าการแต่งกายแบบนั้นดีจริง อัลลอฮฺต้องให้มุสลิมะฮฺแต่งกายแบบนั้นแน่นอน แล้วลองวาดภาพในหัวดูว่า ถ้ามุสลิมะฮฺแต่งกายแบบนั้นมันจะเป็นอย่างไรบ้าง ยามไปละหมาดหรือเข้ามัสยิด คงต้องหอบข้าวของพะรุงพะรัง ไม่น่าดูยามเข้าไปศาสนสถานที่ที่ควรสำรวมตน  
2. ส่งเสริมเรื่องการอ่าน
เพราะการอ่านเป็นหัวใจหลักของชีวิตผู้ศรัทธา นอกจากทำให้ลูกมีความรู้ ฉลาดรู้ทันคนแล้ว ลูกยังได้ใช้ในการเผยแผ่อิสลามได้ในอนาคต ต้องสอนให้เด็กเห็นความสำคัญของการดะอฺวะฮฺด้วย การอ่านหนังสือหรืออัลกุรอานตั้งแต่ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ใช้ภาษาง่าย ลูกจะคุ้นกับตัวอักษร แถมจดจำข้อมูลนานาได้อย่างแม่นทั้งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ต่างๆ สำคัญแล้ว ความรู้ในอิสลามเหล่านี้ได้บอกกล่าวเราแล้วผ่านอัลกุรอาน เด็กๆ จะปฏิบัติตัวสอดคล้องกับหลักการแล้วยังได้เข้าใจเบื้องลึกมากขึ้น อาจตั้งคำถามให้เด็กฝึกคิด หากเจอเหตุการณ์อย่างนั้นบ้างจะทำอย่างไร ก็เป็นการสานต่อความคิดจินตนาการได้อีกขั้น ส่วนความรู้ทั่วไปก็ค่อยเสริมต่อตามไปไม่เสียหลาย  
3. สอนลูกไม่ให้ดูถูกผู้อื่นแม้กับคนที่ไม่ใช่มุสลิมและให้มีความหวังดีต่อกัน
การอบรมใกล้ชิดลูกทำให้เรามีโอกาสพูดคุยกับลูกตลอด เมื่อต้องออกนอกบ้านหรือต่างที่ ก็ควรฉวยโอกาสสอนลูกทีละเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น การได้เจอคนแตกต่างจากเราในสังคมก็อย่าให้ลูกได้ดูถูกเค้าว่าเค้าไม่ดีไม่เป็นมุสลิม แต่ควรสอนให้คิดถึงสาเหตุที่เค้ายังไม่เป็นมุสลิม เค้าอาจไม่รู้จักอัลลอฮฺ ไม่รู้จักอิสลาม แล้วเราจะช่วยเค้าอย่างไร พยายามกระตุ้นให้เด็กมุ่งมั่นว่า ควรสะสมความรู้อิสลามมากๆ เพื่อมาแนะนำคนที่เค้ายังไม่ใช่มุสลิมให้เค้ารู้จักอัลลอฮฺ หรือการสร้างมิตรภาพที่ดีกับคนตามท้องถนน แม่ค้า คนกวาดถนน แม่บ้านก็ควรให้ลูกเรียกอย่างเกียรติ มีหางเสียง ให้เด็กมองว่าอาชีพเหล่านี้ ถ้าเราไม่มีเค้าจะเป็นอย่างไร บ้านเมืองจะสกปรกแค่ไหน ลูกก็ได้ใช้เหตุผลไปในตัว
4. รู้จักเล่นกับลูก
เด็กกับของเล่นเป็นของคู่กัน คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าเล่นที่ดีที่สุดของลูกคืออะไร คือพ่อแม่นั่นเองค่ะ เพราะนอกจากเป็นสิ่งมีชีวิตที่โต้ตอบพวกเค้าได้สารพัดแล้ว ยังสร้างความสนิทสนม รู้จักกระเซ้าเย้าแหย่กันสร้างบรรยากาศรักใคร่อันอบอุ่น เรื่องของเล่น หรือการเล่นเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะรูปแบบการเล่นของลูกจะส่งผลต่อการเติบโตของลูกทั้งชีวิตได้เลยทีเดียว แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงนอกเหนือจากความรู้เรื่องการเล่นกับพัฒนาการตามวัยแล้ว ควรจะเน้นถึงเรื่องการส่งเสริมทักษะชีวิตของลูกผ่านการเล่นด้วย การเล่นของผู้ใหญ่จะไปช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้แก่ลูกต่อไป เพราะขณะที่กำลังเล่นกัน พ่อแม่สามารถสอดแทรกเรื่องราวดีๆ ที่ต้องการปลูกฝังให้แก่ลูกได้มากมาย
                ยกตัวอย่าง เมื่อคุณเล่นแต่งตัวตุ๊กตากับลูกสาว นอกจากสอนลูกในเรื่องการแต่งกายเหมาะสมตามหลักการแล้วยังสอดแทรกเรื่องการแต่งกายแบบไหนที่ไม่เหมาะสม แล้วจะส่งผลอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นลูกชายอาจเป็นการเล่นรถ ตรวจเช็คสภาพก่อนเดินทางไปไหน  ทำให้เห็นจากสถานการณ์จริงแทรกเรื่องความปลอดภัยเข้าไปด้วยไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายประสบอุบัติเหตุได้ ลูกจะรู้จักเตือนเวลาพ่อขับรถ เป็นต้น
รวมไปถึงของเล่นที่มีทั้งปลายปิดและปลายเปิด แบบปลายปิดก็คือ ของเล่นที่มีคำตอบเพียงคำตอบเดียว เช่น โดมิโน หรือจิ๊กซอว์ ส่วนของเล่นแบบปลายเปิดก็คือแบบที่ใช้จินตนาการของตนเอง เช่น การต่อบล็อกเป็นรูปต่างๆ ตามความต้องการของเด็ก ดังนั้น เราไม่ควรปล่อยช่วงเวลาสำคัญของลูกให้ผ่านเลยไป โดยที่พ่อแม่ไม่ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูก เรื่องเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เรื่องเล่นจะกลายเป็นการสร้างทักษะชีวิตให้ลูกได้อย่างน่าทึ่ง
4 ประการนี้ เป็นคำแนะนำเบื้องต้นเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจสร้างความสุขของผู้เป็นแม่โดยมีลูกเป็นเครื่องมือสร้างความสุขบนโลกใบย่อมนี้และเป็นความสุขถาวรบนโลกอันจีรัง อินชาอัลลอฮฺ ประการสำคัญที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือการวอนขอดุอาอฺจากผู้ทรงกำหนด แม้หลายอย่างอาจเป็นไปอย่างไม่ดั่งใจเราแต่ก็สามารถแปรเปลี่ยนได้ด้วยดุอาอฺของพ่อแม่ ตราบใดลมหายใจไม่สิ้น อะมานะฮฺที่ต้องรับผิดชอบดูแลของฝากจากอัลลอฮฺก็ยังไม่จบเช่นกัน!

24/11/53

ความคิด => ผังความคิด


ผู้เขียนได้ยินเสียงบ่นจากรอบข้างว่าเวลาคิดอะไรมักขี้ลืมและไม่ค่อยรอบคอบ เลยลองแนะนำวิธีหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ คุณผู้อ่านลองมาดูไปพร้อมกันเลยนะคะว่าจะช่วยได้จริงไหม?  
บางท่านอาจเคยได้ยินคำว่า Mind Map หรือ ผังความคิด มันเป็นทฤษฎีในการนำเอาสมองมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ คิดขึ้นโดยโทนี บูซาน (Tony Buzan) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างอิสระ สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ด้วยการจดบันทึกด้วยสมองสองซีก จะใช้ในการทำงาน  การเรียน สามารถปลดปล่อยความคิดลงไปในกระดาษได้เต็มที่ หรือใช้แทนการจดเล็กเชอร์แบบเดิมที่น่าเบื่อแถมยังจดจำได้เพียงระยะสั้น
แผนผังความคิดจะเขียนลงบนกระดาษว่างจากจุดศูนย์กลาง กระจายเป็นรูปดาวคล้ายการแตกกิ่งก้านของต้นไม้ (การแตกของเส้นเซลล์สมอง) ในการเขียนแผนผังความคิดจะใช้ภาพประกอบง่ายๆ  คำสำคัญเป็นคำมูลสั้นๆ แถมใช้สีสันช่วยเพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้น  ในปัจจุบันมีทางลัดในการสร้างผังความคิดโดยการใช้ทูลหรือซอฟต์แวร์ช่วยข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์คือสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้อย่างอิสระค่ะ
ข้อดีของผังความคิด
o       ช่วยจดบันทึกทำให้สิ่งต่างๆ มองภาพได้ง่ายขึ้น เช่น สรุปบทเรียน หรือจับจินตนาการมาใส่กระดาษ
o       สร้างจากสิ่งที่เป็นนามธรรมสู่รูปธรรม
o       ช่วยในการเรียนรู้ในศาสตร์ต่างๆ ของมนุษย์
o       ใช้แก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
o       ใช้ในการทำการตัดสินใจกรณีมีทางเลือกหลายๆ ทาง
แล้วถ้าจะเขียน Mind Map ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
o       กระดาษเปล่าๆ 1 ใบ ไม่มีเส้นจะดีที่สุด ขนาดอย่างน้อยเท่า A4 หรือใหญ่กว่า
o       ปากกาหลากสี หรือปากกาลูกลื่นหลายสี  อย่างน้อย 3 สี
o       หัวสมองของคุณ และจินตนาการ หรือความคิดของคุณ
การเตรียมอุปกรณ์ไม่ยุ่งยากอะไร คราวนี้เรามาลองดูขั้นตอนกันค่ะ ว่าจะมีประสิทธิภาพในการย่อเวลา ย่อความคิดสู่กระดาษได้อย่างชัดเจนอย่างไร
ขั้นตอนวิธีในการเขียน Mind Map
๑)     เริ่มวาดแก่นแกน ที่จุดกึ่งกลางของกระดาษ ขนาดเท่าเหรียญสิบสำหรับกระดาษ A4  หากกระดาษใหญ่กว่า ภาพกึ่งกลางใหญ่กว่านั้นได้  เพราะว่าการเริ่มต้นที่จุดกึ่งกลางจะทำให้สมองของเราเป็นอิสระ  พร้อมที่แตกหน่อความคิดออกไปยังทุกทิศทาง
๒)     ใช้สีหลากสีสัน  สีสันจะทำให้แม็พของพวกเราดูมีชีวิตชีวาน่าอ่านมากยิ่งขึ้น
๓)    วาดกิ่งแก้ว ออกมาจากภาพตรงกลางแล้วแตกกิ่งก้อยออกมาตามที่สมองเราจะคิดได้
ต้องให้เส้นเชื่อมต่อกันเพราะว่าสมองของมนุษย์ทำงานแบบเชื่อมโยงเข้าหากัน
๔)      วาดกิ่งก้อย ที่แยกออกมาจากกิ่งแก้ว เป็นส่วนที่เป็นส่วนย่อยของกิ่งแก้ว (คุณผู้อ่านลองดูจากภาพประกอบนะคะ น่าจะเห็นชัดขึ้น)
ความจริงรายละเอียดยังมีอีกมากแต่เนื่องด้วยเนื้อที่จำกัด  แนะนำว่าผู้ที่สนใจควรไปศึกษาเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ตหรือหาหนังสือ mind map มาอ่านกัน  ลองคิดตามตัวอย่างภาพที่ถูกต้องตามกฎ mind map ไปพลางๆ ก่อน  แต่บอกไว้ก่อนว่าควรจะมีการทำความเข้าใจอย่างดีเพราะมันมีผังอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันทำให้เกิดความเข้าใจผิดนำไปใช้แบบไม่เข้าใจ เสียหายถึงต้นตำรับเลยก็มีค่ะ แล้วจะมาโทษว่า mind map เขาไม่ดีจริงได้อย่างไร ลองมาพิสูจน์ด้วยตัวคุณๆ เองนะคะ
       

mind map กับเด็กตัวน้อย

หลายท่านอาจจะคุ้นหูเรื่องของผังความคิดหรือ mind map ผู้เขียนได้ใช้กับเด็กวัยเกือบ 6 ขวบ อย่าเพิ่งเกาหัวแล้วคิดว่ามันยาก ลองมาฟังกันก่อน [อ่านเรื่องมายด์แม็พที่นี่ 1, 2(สองมีเพลงประกอบ กรุณาปิดเสียงก่อน)]

จากประสบการณ์จริงได้ลองเขียนผังความคิดจากการอ่านหนังสือกับลูก เราพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ได้และสรุปบทเรียน ข้อคิด (วันนี้ไม่ได้นำมาเสนอ เพราะกระดาษจริงมันยุ่ยไปแล้ว อินชาอัลลอฮฺ ครั้งหน้าจะนำมาเสนอ) พอดีว่าวันนั้นพิเศษหน่อย เราไปห้องสมุดของกทม.ที่มาตั้งหน้าสุเหร่าหลายปีแล้ว ให้เค้าเลือกหนังสือที่อยากอ่าน แล้วแม่ก็อ่านให้ฟัง ทายสิแกหยิบเล่มไหน มันเป็นเล่มที่บ่านไม่มี คือเรื่องตด เป็นหนังสือแปลของญี่ปุ่นที่พูดถึงว่าตดมาจากไหนและไปไหน

เด็กสนุกและจดจำได้ดี กลับมาบ้าน พอช่วงเย็นเวลาเหมาะเจาะเลยชวนมาทบทวนกันดีกว่าว่า หลังจากอ่านแล้วได้ข้อสรุปอะไรบ้าง ด้วยความที่แม่วาดรูปไม่ค่อย work แต่ลูกก็เดาได้ถูก เราก็มาช่วยกัน นำทางให้เด็กว่าแบ่งหมวดอย่างไร เช่นว่า ภาพแก่นแกนตรงกลางเป็นรูปคล้ายเมฆสื่อถึงตด แล้วก็แตกกิ่งแก้วเป็นหมวดที่เราต้องการแบ่งเช่นว่า เกิดจาก ลักษณะ ส่วนกิ่งก้อยก็เช่น (เกิดจาก) การกินอาหาร อาหารบางประเภท อาการปั่นป่วนในท้อง เป็นต้น

ตัวเองจำไม่ได้นักว่าเนื้อหาหนังสือว่าอย่างไร แต่ mind map ก็เป็นเครืองมือที่ช่วยให้เด็กจดจำได้ง่ายและทบทวนของเก่าได้ดี

ข้อเฉพาะของการทำ mind map กับเด็กๆ คือ

- ผู้ใหญ่เป็นผู้วาดให้ อาจจะนำทางไปก่อน เด็กมาเสริมแต่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัยของเด็ก วาดรูปได้มากน้อยแค่ไหน

- ทำบ่อยๆ เค้าจะจับทางได้ว่าจะแบ่งหมวดหมู่ หรือแตกกิ่งแก้ว กิ่งก้อยอย่างไร

- เอามาทบทวน หรืออ่านแทนหนังสือ เด็กจะจำได้ง่า่ย


- ใช้สี เส้นที่ดึงดูดใจ น่าอ่าน

จริงๆ แล้วมันมีกฎของ mind map ที่ต้องศึกษาให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ใช้อย่างผิดๆ เรื่องนี้ต้องศึกษาจากต้นตำรับ ทุกวันนี้มีหนังสือมากมายเกี่ยวกับ mind map อาจารย์ที่ขึ้นชื่อเป็นต้นแบบ mind map ในไทย  อ. ธัญญา ผลอนันต์ 

อยากให้พี่น้องลองศึกษาแล้วนำมาใช้ มันจะมีประโยชน์มากมายในการช่วยจดจำ ผู้เขียนยังใช้ในการบันทึกอัลกุรอาน
เพื่อให้จดจำได้ว่าแก่นของแต่ละซูเราะฮฺกล่าวถึงเรื่องอะไร ผู้เขียนใช้กับซูเราะฮฺสั้นๆ ลองดูได้จากภาพตัวอย่าง

4/11/53

5 สิ่งที่พึงมี คุณเป็นพ่อแม่ที่ใช้มัน..หรือเสียมันไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤศจิกายน 2553 05:53 น.

       การบ่มเพาะต้นไม้ให้ เจริญเติบโตต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์น้อย ๆ เช่นกันกับการบ่มเพาะศักยภาพการเรียนรู้ตามธรรมชาติของลูกวัยซน คุณพ่อคุณแม่ต้องสำรวจศักยภาพของตนเองในการถ่ายทอดการเรียนรู้ให้เจ้าตัว เล็กด้วย วันนี้ทีมงาน Life and Family มีข้อมูลดี ๆ มาลองให้เช็กกันดูว่า คุณเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ที่กำลังใช้มัน..หรือสูญเสียมันไป
      
       Checklist 1 Present
    
       "คุณเคยนำเสนอกิจกรรมชวนสนุก หรือประสบการณ์แปลกใหม่ให้ลูกหรือไม่"
      
       บ่อยครั้งเราพบว่า เด็กพลาดโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพอันโดดเด่นในช่วงวัยเรียนรู้ไปอย่างน่า เสียดาย เหตุเพราะคุณพ่อคุณแม่เผลอมองข้ามความน่าสนใจของลูกไป จึงเป็นภารกิจสำคัญที่คุณต้องพูดคุยกับลูกว่า เขากำลังสนใจเรื่องใด และสรรหาแหล่งเรียนรู้ หรือร่วมเล่นเกมลงมือทำกิจกรรมนั้น ๆ เช่น สถาปนิกจิ๋ว จิตรกรน้อย นักเขียน นักเล่านิทาน เป็นต้น
      
       Checklist 2 Prepare
      
       "คุณจัดเตรียมบรรยากาศ สถานที่ และวัสดุอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของลูกหรือไม่"
      
       ข้าวของอุปกรณ์ไม่ต้องใหม่เอี่ยม สถานที่เล่น และเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องหรูหรา อาจเป็นแค่มุมเล่น และเรียนรู้ประจำบ้าน คอยดูแลให้อัดแน่นด้วยนิทาน การ์ตูนความรู้ สื่อของเล่นเป็นประโยชน์อย่างบล็อกไม้ หรือข้าวของที่ลูกใช้งานประจำ เช่น แว่นขยายของเจ้าหนูนักสำรวจ กระดาษสี พู่กัน กาว กรรไกร พร้อมสร้างสรรค์งานศิลป์ เท่านี้ศักยภาพของลูกก็พร้อมแสดงผลแล้ว (สิ่งของรีไซเคิลเป็นวัสดุชั้นดี ประหยัด ทำให้เด็กของเรารู้จักคุณค่าของสิ่งของ-jfj HS)
      
       Checklist 3 Play & Learn
      
       "คุณมีเวลาร่วมเล่น และเรียนรู้ไปพร้อม ๆ ลูกหรือไม่"
      
       อย่าเพิ่งวางใจว่า การจัดเตรียมยุทโธปกรณ์ไว้พร้อมสรรพ แล้วเจ้าหนูจะพร้อมกระโจนเข้าสู่สนามเรียนรู้แบบลุยเดี่ยว เพราะถ้าคุณจัดเวลามาขลุกอยู่กับลูกในยามเล่น คุณจะเห็นพัฒนาการของเขา เช่น การแก้ปัญหา การควบคุมอารมณ์ จินตนาการอันบรรเจิด แล้วคุณยังได้คอยสังเกตศักยภาพของลูกว่า ด้านไหนที่เพิ่มพูนขึ้น หรือด้านไหนที่คุณสามารถช่วยส่งเสริมได้ อาทิ ช่วยเจ้าหนูวิเคราะห์ผลการทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อจดบันทึกเป็นแฟ้มสะสมผลงาน
ขอบคุณภาพจาก viewcare.co.uk/NannyCamx.asp
       Checklist 4 Participate
     
       "คุณมีเวลาส่วนร่วมกับประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ลูกพบ ทั้งดีใจ สมหวัง ผิดหวังหรือไม่"
      
       เพราะมีสถานการณ์มากมายที่อาจส่งผลต่อจิตใจของเจ้าหนู ซึ่งเจ้าหนูอาจร้องไห้เพราะถูกมดกัดตอนไปเฝ้าสังเกตเจ้ามดยามเดินขบวนขน เสบียงอาหาร ดังนั้น กำลังใจจากคุณจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น กล้าที่จะเล่น และเรียนรู้โดยไม่หวาดหวั่นต่อความผิดหวัง รวมทั้งได้ซึมซับบรรยากาศสนุกสนานร่วมกันอีกด้วย (มันสะท้อนได้ดีสำหรับความรู้สึกเด็กๆ ว่าพ่อแม่เอาใจใส่พวเเค้ามากน้อยแค่ไหน แม้บางเรื่องคุณพ่อแม่อาจมองเป็นเรื่องงี่เง่าก็เถอะ ไม่เสียเวลา หากคุณเคยเป็นเด็ก-jfj HS)
      
       Checklist 5 Prevent
      
       "คุณตระหนักรู้ถึงภัยต่าง ๆ ในสังคมทุกวันนี้ และพร้อมปกป้องลูกจากสิ่งยั่วยุต่าง ๆ หรือไม่"
      
       ของเล่นอันตราย เครื่องเล่นไม่ปลอดภัย สื่อมอมเมา ภัยธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้คุณหวั่นใจเมื่อเจ้าตัวเล็กต้องก้าวเข้าไปเรียนรู้โลก ภายนอก แต่อย่าให้อะไรเป็นอุปสรรคขัดขวางหนทางพัฒนาศักยภาพของลูกเลยครับ เพราะเราเชื่อมั่นว่าด้วยความรักของคุณพ่อคุณแม่ ย่อมคัดกรองสิ่งดี ๆ ให้ลูกอย่างครบถ้วน และอ้อมกอดแห่งความผูกพันจะเป็นเกราะกำบังให้เจ้าตัวเล็กพ้นจากอันตรายต่าง ๆ ที่ลูกอาจต้องเผชิญในอนาคต
      
       ทั้ง 5P ที่กล่าวมานี้ คุณเป็นพ่อแม่ที่ใช้มัน หรือสูญเสียมันไป ถ้อยคำดังกล่าว คือถ้อยคำสั้น ๆ ที่ชวนให้คุณในฐานะพ่อแม่ยุคใหม่ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของ ลูก เพื่อสร้างรากฐานความแข่งแกร่งของสมอง เมื่อวงจรสมองของเจ้าหนูได้รับการกระตุ้นผ่านการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ศตวรรษที่ 21 โลกจะผันแปรไปในทิศทางใด นักเรียนรู้ยุคใหม่จะต้องรู้เท่าทัน และพร้อมปรับตัวต่อทุกความเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาด

"พ่อธีร์" แชร์เทคนิคสอนลูก "เก่งเลข" ง่ายนิดเดียว

ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า เด็กไทยส่วนใหญ่กับวิชาคณิตศาสตร์ ยังคงเป็นทางคู่ขนานที่หาทางบรรจบกันได้ยาก สาเหตุหนึ่งเกิดจากทัศนคติที่ว่า คณิตศาสตร์เป็นเรื่องซับซ้อน เข้าใจยาก น่าเบื่อ และไม่สนุก แต่หากพ่อแม่ได้อ่านสิ่งที่ทีมงาน Life and Family นำเสนอต่อไป เชื่อว่าเด็กกับตัวเลขจะค่อย ๆ เขยิบเข้าหากันไม่มากก็น้อย
      
       บอกเล่าได้จาก พ่อธีร์ ปัณณธีร์ ผู้เขียนหนังสือ "คณิตศาสตร์เรื่องง่าย สอนได้ก่อนอนุบาล" เรื่องดังจากเว็บบอร์ดรักลูกที่มีพ่อแม่เข้าไปอ่านเกือบ 200,000 ครั้ง จนนำมาทดลองสอนลูกวัยก่อน 2 ขวบ พบว่า ลูกเก่งเลขจริงอย่างน่าอัศจรรย์
      
       โดยพ่อธีร์ เผยหลักการว่า การสอนให้เด็กเข้าใจ และสนุกกับตัวเลข โดยเฉพาะเด็กก่อนวัยเรียน ถือเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ที่ต้องสอนลูกให้เห็นมากกว่าคิด เพราะการจะทำให้เด็กชอบเลข จินตนาการต้องมาก่อนการเรียนรู้ ซึ่งการสอนในเด็กเล็ก พ่อธีร์แนะว่า ควรเริ่มจากให้เด็กรู้จักสัญลักษณ์ของตัวเลข สอนให้นับ 1-10 สอนให้รู้จักจำนวน สอนเขียนตัวเลขโดยไม่จับดินสอ แต่ใช้นิ้วชี้ลากไปตามตัวเลข แล้วค่อย ๆ เพิ่มความซับซ้อนของเนื้อหาตามความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก
      
       "การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็ก ต้องมีมิติให้เด็กได้ใช้จินตนาการ การที่เด็กคนหนึ่งจะเก่งคณิตศาสตร์ไม่ใช่เด็กที่ตอบได้ว่า 3+4 เท่ากับ 7 แต่เด็กที่เก่งได้ต้องเห็นธรรมชาติ ถ้าจินตนาการไม่มา การเรียนรู้ก็เกิดได้ยาก" พ่อธีร์กล่าว
      
       พื้นฐานกิจกรรม 4 อย่าง ฝึกลูกสนุกเลข
      
       ดังนั้นจึงสอดรับกับ 4 กิจกรรมพื้นฐานที่พ่อธีร์ออกแบบไว้สำหรับพ่อแม่เพื่อนำไปใช้กับลูกที่บ้าน ง่าย ๆ โดยมีรายละเอียดของกิจกรรมดังต่อไปนี้
      
       1. ทายลูกปัด
      
       เป็นกิจกรรมที่สอนให้ลูกรู้จักจำนวน การเพิ่มการลด วิธีเล่น หยิบลูกปัด หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เช่น กระดุมเม็ดใหญ่ ก้อนกรวดทาสี บล็อกไม้ ออกมาจำนวนไม่เกิน 5 เม็ด กี่ลูกก็ได้ แล้วให้ลูกทายแบบลุ้นสุด ๆ เช่น นี่กี่เม็ดลูก ถ้าลูกตอบถูกให้เก็บแล้วหยิบออกมาใหม่ แต่ถ้าลูกตอบผิด เพียงแค่บอกจำนวนที่ถูกต้องไป แล้วหยิบขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้องสอนให้ลูกนับ โดยวัตถุประสงค์ของการทายลูกปัดเพื่อให้เด็กรู้จักจำนวน และฝึกให้เด็กกวาดสายตามองแล้วตอบได้อย่างรวดเร็ว
      
       "ทำไมถึงสอนแบบนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติ การที่เด็กได้เห็นธรรมชาติ เขาไม่ต้องนับ เช่น ลูกสาวผมเวลาเห็นดอกชบา จะบอกได้เลยว่า ดอกชบาส่วนใหญ่มี 5 กลีบ นั่นเพราะเขาเห็นธรรมชาติ มันอยู่ในจินตนาการของเขา ซึ่งต่างกับเด็กที่เจออะไรก็นับ มันทำให้การเรียนรู้ช้า ดังนั้นพ่อแม่ต้องสอนลูกก่อนวัยเรียนให้เห็น มากกว่าคิด เพราะการคิดเดี๋ยวโรงเรียนเขาสอนให้เอง" คุณพ่อธีร์บอก
ขอบคุณภาพจาก teachildmath.com/wordpress
       2. นับเลขปากเปล่า
      
       เป็นกิจกรรมนับเลขเร็ว หรือจับเวลาให้ลูกนับไม่เกิน 1 นาที เช่น 1-10 เป็นการฝึกความไวของสมองในการนับเลข ถ้าเด็กยังพูดไม่ได้ให้พ่อแม่นับให้ฟังเล่น ๆ ไปก่อน สำหรับเด็กที่พูดได้แล้ว พ่อแม่ควรเล่นกับลูกบ่อย ๆ เช่น นับเดินหน้า นับถอยหลัง หากลูกนับ 1-10 หรือ 10-1 ได้ดีแล้ว ให้ต่อยอดไปเรื่อย ๆ แต่อย่าลืมหัวเราะกับลูกด้วย
      
       3. วางเบี้ย
      
       เป็นกิจกรรมฝึกให้เด็กรู้จักใช้สายตา การมอง และการสัมผัส เพื่อให้เด็กเรียนรู้ตำแหน่งของตัวเลขได้อย่างแม่นยำ
      
       วิธีเล่น
      
       - เด็กเล็ก เริ่มจากเบี้ยแค่ 5 ตัว คือ เลข 1-5 ก่อน
      
       - หยิบเบี้ยเลขใดขึ้นมาก็ได้ แล้ววางในช่วงดังกล่าวบนกระดาน ทำจนครบ 5 ตัว
      
       - วันแรก ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจทำให้ลูกดูก่อน ถ้าลูกยังไม่สนใจให้เล่นกันเอง 2 คน ทำท่าทางสนุก ๆ ลูกจะรู้สึกอยากมาเล่นเองภายหลัง
      
       - จำนวนเบี้ย ใช้จำนวนเท่าที่เด็กสามารถวางได้ภายใน 3 นาทีเป็นหลัก เช่น เด็กสามารถวางเบี้ยเลข 1-20 ได้ภายใน 3 นาที ก็เอาเท่านี้ก่อน เมื่อเด็กทำได้ดีขึ้นเหลือไม่เกิน 2 นาที จึงค่อยเพิ่มจำนวนเบี้ย
      
       - เพิ่มจำนวนเบี้ยเป็น 10 20 30 ขึ้นไปตามลำดับจนถึง 100 ตัวในที่สุด
      
       - จดบันทึกเวลา จำนวนเบี้ยที่วาง พัฒนาการ และกุศโลบายล่อหลอกที่ได้ผล
      
       หมายเหตุ กระดานวางเบี้ย 100 ช่อง ยังไม่มีขายตามท้องตลอด จะดัดแปลงจากกระดานโกะก็ได้ พ่อแม่ลูกสามารถช่วยกันทำเองได้ในราคาประหยัด
ขอบคุณภาพจาก www.just-the-facts.us
       4. เขียนเลข
      
       เป็นกิจกรรมฝึกให้ลูกเกิดการรับรู้ที่ดี เพราะประสาทสัมผัสของลูกส่วนใหญ่จะอยู่ที่นิ้วมือ
      
       วิธีเล่น
      
       - ปรินท์ตัวเลข 0-9 ตัวโต ๆ ใส่กระดาษ ทำเป็นบัตรคำ ถ้าเป็นเด็กเล็กกว่า 1 ขวบ ให้ใช้กระดาษขนาด A4
      
       - ชูบัตรคำ อ่านตัวเลขให้ลูกฟัง 1 รอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ให้เด็กคิดว่าเป็นการเล่น ซึ่งการอ่านให้ลูกฟัง ไม่ต้องพยายามอธิบาย หรือพยายามสอน แต่พยายามอ่านให้เสร็จเร็วที่สุดก่อนลูกเบื่อ เพราะอย่าลืมว่าเด็กเล็กสมาธิยังไม่ยาวนานมากนัก
      
       - เมื่อเด็กคุ้นเคยกับตัวเลขแล้ว ให้จับลูกนั่งตัก จับมือขวาลูก เอานิ้วชี้ลูกลากไปตามตัวเลข และอ่านให้ฟังระหว่างลากด้วย
      
       - ทำจบ 1 รอบ ถือเป็นอันเสร็จกิจกรรม
      
       - ถ้าลูกสำเสร็จแล้ว ไม่ต้องพยายามหาการบ้านอื่นเพิ่ม หากเด็กยังไม่เบื่อ และอยากทำอีก ลองเปลี่ยนเป็น ระบายสีพี่ตัวเลขก็ได้
      
       - ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเขียนเลข 1-100 ไม่เป็น เมื่อกล้ามเนื้อมือพร้อม เด็กจะเขียนได้ดีเอง เพราะเด็กคุ้นเคยกับตัวเลขอยู่แล้วจากการนับเลขปากเปล่าทุกวัน และมองเห็นตัวเลขบนกระดาน 100 ช่อง
      
       อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 กิจกรรมนี้ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเก่งเลขก็สอนลูกได้ ที่สำคัญอย่าพยายามทำให้เป็นทฤษฏี พยายามเล่นกับลูกด้วยท่าที และสีหน้า และความรู้สึกที่เหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ที่สำคัญเลิกคาดหวังว่าลูกจะทำได้ ควรเล่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรดุ หรือตำหนิลูก
      
       "ถ้าอยากให้ลูกเก่งเลข พ่อแม่ต้องไม่หวังอะไรเลย ตัดความคาดหวังออกไปให้หมด เพราะถ้าเกิดคุณหวัง ความกดดันจะเกิดกับลูกทันที พวกนี้ล้มเหลวหมด ดังนั้นใช้ความเป็นธรรมชาติในการเล่นกับลูก วันนี้ลูกทำไม่ได้ วันหน้าค่อยว่ากันใหม่ แต่ขอให้ใจเย็น ๆ กระทำจนเป็นวินัย ไม่ต้องเล่น เวลาเล่นกับลูกขอเพียง 15 นาที และเล่นกับเขาให้สนุกก็พอ เพราะถ้าลูกสนุก อะไร ๆ มันก็ง่ายขึ้น" พ่อธีร์เผยเทคนิค
      
       เมื่อเด็กผ่านกิจกรรมทั้ง 4 อย่าง ก็จะเข้าสู่กิจกรรมขั้นต่อไปอย่างเป็นระบบ โดยเป้าหมายของพ่อธีร์จะอยู่ที่ การเขียน Mapping การเล่นโก๊ะ เพื่อฝึกการแพ้-ชนะ และฝึกเชาวน์ปัญญา โดยตัวอย่างเด็กที่ผ่านการฝึกจะเขียน mapping ออกมาได้ประมาณนี้
ผลงาน Mapping ของน้องปริม
       "คณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่คิดเลข ไม่ใช่แค่การแก้โจทย์ แต่คณิตศาสตร์คือระบบ และกระบวนการทางความคิดทั้งหมดที่ส่วนใหญ่มักตีความผิดกัน คิดว่า ถ้าเด็กทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้ คือ เด็กเก่งเลข ซึ่งมันไม่ถูกต้อง พ่อแม่จำเป็นต้องสร้างกระบวนการทางความคิดให้ลูกด้วยจินตนาการโดยให้เห็น มากกว่าคิด จากนั้นพยายามลบทัศคติในแง่ลบเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ออกไป แล้วใช้กิจกรรมพื้นฐาน 4 อย่างที่กล่าวมานี้เล่นกับลูกทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย เชื่อว่าคณิตศาสตร์จะเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว" พ่อธีร์ทิ้งท้าย
       คัดลอกบทความจาก

       *** หากพ่อแม่ท่านใดมีข้อสงสัย สามารถเข้าไปแลกเปลี่ยนกับพ่อธีร์กันได้ที่ www.Facebook.com/porthee
    

3/11/53

กิจกรรมพื้นฐาน

ลองเอากิจกรรมหยาบๆ มาเล่าสู่ (ไม่ละเอียดในการเล่าสู่ แต่ไม่หยาบคายหรือหยาบนัยยะที่แฝงในนั้นเพื่อปลูกฝังลูกๆ นะ)  โดยที่เราเน้นให้เด็กได้ทักษะรอบด้านในชีวิตจริง  เพราะคนโตเป็นเด็กหญิงใกล้ชิดแม่ จึงได้รับหน้าที่อาสาเป็นมือขวาของแม่ดูแลน้องๆ ไปด้วยในระัดับที่เธอทำได้ อาจจะมีบางอย่างที่อยากทำแบบผู้ใหญ่ซะจริง เช่น อุ้มน้องแบบมือเดียว เหน็บเอวบ้าง (เคยเห็นแม่จำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง) ก็ต้องสอนไว้ก่อน ย้ำเตือนเงื่อนไขของการอุ้มน้องก่อนอุ้มจริง 

สำหรับคนรองวัยสามขวบ การให้พี่สาวดูแลไม่มีอะไรมาก เช่น เตือนหรือพาเข้าห้องน้ำ ไม่งั้นเล่นเพลินปล่อยกลางวงก็มี, ชวนทานข้าวหรือนมหรือน้ำ หรือเอามาเผื่อกัน, ชวนแปรงฟัน, แต่งตัวให้บ้าง แล้วแต่อารมณ์ของพี่ ปกติคนรองค่อนข้างติดพ่อ อ้อนบ้าง เค้าโตขึ้นมาหน่อยทำอะไรได้เองเยอะขึ้น ชอบเล่นกิจกรรมแมนๆ ก็ต้องย้ำให้เบาๆ กับพี่สาว น้องสาวและแม่ด้วย เคยเลี้ยงลูกสาวมาก่อน รู้สึกได้เลยว่าลูกชายและลูกสาวแตกต่างกันมาก อย่างการเล่น ความรู้สึกของเค้าในการจะเลือกเล่นอะไรจะประเภทแมนๆ โหดๆ หน่อย แต่ก็มีอุ้มน้องตุ๊กตาแบบพี่สาว (เอามาทำท่าอุ้มเหมือนน้องคนเล็ก คงจะฝึกไว้)


คนเล็ก 6 เดือนซึ่งคุณพี่ญีมใหญ่จะอุ้มจนถนัดอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่จะให้อุ้มจริง ตอนนั้นน้องเพิ่ง 4-5 เดือน จึงให้เริ่มอุ้มเดินบ้าง ค่อยๆ ไต่ระดับความยากขึ้นมาจากนั่งอุ้มเฉยๆ มาสู่อุ้มยืนอย่าางเดียว แล้วก็อุ้มเดิน แต่ก็ต้องอยู่ในสายตาช่วงแรก และใกล้ผู้ใหญ่ก่อน จึงปล่อยให้อุ้มเอง ช่วยได้หลายงาน ตอนนี้พี่หัดป้อนข้่าว น้ำบ้าง ไม่ได้ทำสม่ำเสมอ แล้วแต่อยากช่วยไหม แต่เธอมักอาสาเสมอ ชอบอุ้มน้องซะจนแม่ต้องบอกว่้าน้องไม่ใช่ตุ๊กตา ตอนนี้เธอเริ่มอยากกล่อมน้องนอนเองซะแล้ว (กระซิบแม่ให้ปั๊มนมใส่ขวดไว้ หนูจะป้อนน้องแล้วกล่อมให้หลับเอง) ..ได้พี่เลี้ยงคนใหม่แล้วเรา

โม้นาน..เข้าสู่กิจกรรม แบ่งเป็น 2 หมวด

1) หมวดในบ้าน   2) หมวดนอกบ้าน

1) หมวดในบ้านได้แก่

- ทำอาหาร / ขนม อาจจะเป็นผู้ช่วยตระเตรียมผัก ล้าง ชั่งตวง วัด จาน ชามแล้วแต่ว่าจะทำอะไร แต่ขอให้ได้ช่วย ฝึกหลายอย่างทักษะชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ
- ปั้นแป้งโดว์ / ทำงานฝีมือ ประดิษฐ์ พับกระดาษ เพื่อหัดสมาธิและสร้างสรรค์ จินตนาการทำเป็นเรื่องราว ประวัติศาสตร์อิสลาม หรือเรื่องของบรรดาร่อซูล นบี เศาะหาบะฮก็ได้
- วาดรูป / งานศิลปะ ตั้งแต่ทำงานศิลปะนานาจนถึงหัดเขียนหนังสือ อะไรที่เลอะๆ
- ท่องจำอัลกุรอาน / ท่องกลอนอัคลาก
(เอามาจากหนังสือเด็กๆของนันท์นาถและรร.จริยธรรมอิสลามศึกษา )
- อ่านหนังสือ out door ที่ชิงช้า หรือสนามหญ้า
- ทำความสะอาดรอบบ้าน ไม่ว่าในบ้าน นอกบ้าน สนามที่จอดรถ ฯลฯ ให้เด็กทำอย่างสนุก กวาดใบไม้ รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารปลาเก็บขยะ หรืองานบ้านเล็กน้อยอย่างหยิบจับอะไรก็ให้พวกเค้าได้มีส่วนร่วม เอาน่า แก้ว จานคงไ่ม่แตกหมดบ้านหรอก เค้าจะเรียนรู้ว่ามันต้องระวังมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น

2) หมวดนอกบ้าน

- ไปบ้านหนังสือ >> ได้อ่านหนังสือ กลับมาก็มาทบทวนแล้วเขียน Mind Map  แม่เขียนให้ดู ใช้รูปบ้าง คำวลีบ้าง
- เยี่ยมญาติ มอบของฝาก >> รู้จักญาติพี่น้อง การให้ความสำคัญ รู้จักการให้ รู้จักขอดุอาอฺ มีความรู้สึกรักใคร่ห่วงใยกัน
- ซื้อของเข้าบ้าน >> ของจำเป็น ไม่จำเป็น ราคาสินค้าแพงกว่า ถูกกว่า ดูป้ายหะล้าล มีประโยชน์มาก-น้อย ซื้อตามใจหรือจำเป็นจริง
- ทำกิจกรรมนอกสถานที่พร้อมพ่อแม่ >> แล้วแต่ เช่น ประชุมกลุ่มทำงานอิสลาม หรือวะลีมะฮ หรือร่วมกิจกรรม ได้พบปะเพื่อนฝูงหลายรุ่น เล่นตามสบายกับเพื่อนมุสลิม พบปะญาติ พี่น้องในอิสลาม
- พาญาติไปธุระ >> เด็กจะรู้จักการช่วยเหลือเกื้อกูล การแบ่งเบาภาระ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เก็บข้อมูลเรื่องของแต่ละคน สถานที่ไป  กิจกรรมที่ทำ เวลาพูดถึงคนนั้นคนนี้ มักหยิบยกมาเล่าไม่ผิด ผู้ใหญ่ที่มักหลงลืม มันก็ฝึกความจำและได้สัมพันธ์กับญาติ







30/10/53

แผนคร่าวๆ ของบ้านเรียนเรา

หน้านี้ขอเล่าคร่าวๆ ก่อนถึงแผนการเรียนรู้ทั่วไปในการจัดการศึกษาให้ลูกๆ  ค่ะ

ปัจจุบันคนโต ลูกสาวอายุ 5 ขวบ 8 เดือน อายุห่างกับคนรอง(หนุ่มน้อย)วัย 3 ขวบพอสมควร
การจัดการให้ได้เรียนรู้ก็จะต่างกันบ้าง รายละเอียดคงขอยกยอดไปคุยทีหลัง
แต่มีบางกิจกรรมที่เป็นจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือการผ่านการเล่นนั่นเอง
โดยที่การเรียนรู้พวกนี้ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใหญ่ก็ได้
ยามที่พ่อแม่ติดภารกิจดูน้องวัย 6 เดือน ทำงานบ้าน ฯลฯ ก็สามารถปล่อยให้เด็กๆ อยู่กันเองได้สบาย
ทะเลาะบ้าง ลงมือกันบ้างก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการก่อน หากไม่ใหญ่โตอะไรก็คลี่คลายด้วยดี
หากไม่ไหวก็ต้องมาคอยดู แนะนำ สอบถามเหตุผล ฟังทั้งสองฝ่าย ใครเริ่มก่อน ใครผิดถูก
ก็ว่ากันไป ต้่องมีกติกากันก่อน แต่การสอนอย่าเพียงรอให้เค้าทำผิดค่อยสอนนะ
ต้องทำอยู่ประจำอย่างสม่ำเสมอ

ต่อด้วยกิจกรรมการเล่นที่เราใช้ อาทิ การวิ่งเล่น ปั่นจักรยาน การเล่นอยู่บ้านอยู่เมือง
(บ้านสมมติที่เด็กทุกคนชอบ) การปั้นแป้งโดว์ (สิ่งที่นำมาเป็นอุปกรณ์ช่วยคือของใช้ในครัว)
การเลี้ยงน้อง(ตุ๊กตา) เล่นปืน (ยิงยิว) เกมแม่เหล็กในบล็อก เล่นตัวต่อ (จราจรและวิศวะกร)
ดูตัวอย่างวิธีการเล่นจราจรอัจฉริยะ ตอนนี้วิศวกรมีภาค 2 ตอน 1 ที่นำมาเล่าสู่ 
มิได้อยากให้พี่น้องต้องใช้จ่ายอะไรนัก นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น หรือ
ใครมีวิธีนำเสนอ ยินดีอย่างยิ่งหากสามารถแบ่งปันได้

แม้ปกติพ่อแม่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน แต่มีธุระปะปังตามรายทาง
ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง อีกทั้งยังต้องปรับเรื่องเวลาและกิจกรรมในบ้านเสมอ
รู้สึกได้ว่าการทำบ้านเรียนด้วยตัวคนเดียวค่อนข้างลำบากนิดนึง
อาจไม่ได้ดั่งใจหมด ด้วยเด็กๆ มีทั้งเด็กเล็กและเด็กกำลังโต
ต้องอาศัยความยึดหยุ่นสูงทีเดียว

อินชาอัลลอฮฺ  ถ้ามีผู้ช่วย (เหมือนครูพี่เลี้ยง) มาเรียนรู้ร่วมกับเด็กๆ คอยแนะนำ
ชี้แนะให้พวกเขารู้จักคิด ใฝ่รู้ก็จะดีไม่น้อย แต่ตอนนี้อัลลอฮฺยังไม่ประสงค์
รอไปก่อน เราจะได้ซึมซับรสชาดของการไม่ได้ดั่งใจและต้องสรรหาวิธีจัดการให้ได้ดีกว่านี้
อินชาอัลลอฮฺ

การเรียนรู้วัยอนุบาลไม่ได้มุ่งหวังให้เค้าท่องจำอะไรต่ออะไรได้มากมาย หรืออ่านออกเขียนได้คล่อง
แล้วทิ้งเรื่องคุณธรรม จริยธรรมอิสลามไว้ข้างหลัง แต่พยายามเน้นเรื่องอิสลาม กริยา มารยาท
ความคิดอ่าน ความมีเหตุผล การอ่าน-ท่องจำอัลกุรอาน ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับอิสลามทั้งสิ้น

ตัวอย่างภาพบางส่วนกับกิจกรรมที่ทำในบ้านเรียน

ปั้นแป้งเป็นตัวแมลงเอามาทำเป็นเรื่องราวน่าสนุก
บ้านหนังสือของกทม.ที่มาตั้ง ไม่ไกลจากบ้าน เด็กๆ ชอบนัก

16/10/53

ทริปสนุกไปเที่ยวสวนรถไฟมา (10 ต.ค. 53)

อัสลามมุอลัยกุมวะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ วะบาร่อกาตุ.....พี่น้องทุกท่านคะ

ผ่านไปแล้วสำหรับทริปสนุกเที่ยวสวนรถไฟ ขอชุโกรต่ออัลลอฮฺที่พระองค์ทรงประทานความช่วยเหลืออย่างมากมาย ทั้งความง่ายดายในเรื่องต่างๆ อากาศที่แจ่มใสแสนสบาย อาหารการกิน และอิ่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วนจริงๆ......ไปถึงตั้งแต่ยังไม่แปดโมง เข้าผิดประตูก็เลยเดินไกลไปหน่อย แฮะๆ บวกกับพี่ ร.ป.ภ. ที่ดูจะสนใจและจ้องจับผิดจากการแต่งกายของเราเป็นพิเศษ "เบิ่งแหน่ๆ ซุดดำๆ เบิ่งแหน่ๆ"  ไม่เป็นไรพวกเราไปบ่อยๆเขาก็ชินไปเองแหละ แล้วแต่ละครอบครัวก็ค่อยๆทยอยกันมาพร้อมอาหาร ตอนแรกคิดว่าน่าจะอยู่ได้แค่แป๊บเดียวเพราะแดดคงร้อน ปรากฏว่าอยู่ถึงเที่ยงเลย(นั่นคงเป็นเพราะบรรดาอุมมุคุยกันเพลินมากกว่า) อัลฮัมดุมมิลลาฮฺทำเลที่เราปูเสื่อเป็นที่ๆคนไม่ค่อยเยอะ โล่งๆ กว้างๆ มีชื่อเรียกเองอย่างไม่เป็นทางการว่า behind the hill อุมมุค็อบบ๊าบบอกว่า ไม่รู้ตรงนี้เขาเรียกว่าอะไร เอาเป็นว่าให้สังเกตุรูปปั้นเด็กเดินบนตะเกียบยักษ์แล้วกัน...


นอกจากอุมมุทั้งหลายจะได้แลกเปลี่ยนกันเรื่องลูกๆ home school แล้วยังได้เติมให้กันซึ่งอีหม่าน ความอดทนในการเลี้ยงลูก และกำลังใจในการทำหน้าที่อุมมีดีเด่นของเด็กๆอีกด้วย ส่วนบรรดาอบีของเด็กๆก็ได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วยการขี่จักรยานและดูแลลูกๆที่เคลื่อนที่ได้....จำไม่ได้ชัดเจนเป็นตัวเลขว่ามีเด็กทั้งหมดกี่คนน่าจะประมาณ 10 กว่าคนนะ แต่ขอแบ่งเป็น 3 โหมด และสิ่งที่สามารถทำได้ ดังนี้คะ

1. เด็กที่สามารถเคลื่อนที่ได้
    - ขี่จักรยานคันเล็ก ใหญ่ เดิน วิ่ง กระโดด เล่น เตะฟุตบอล ไปดูนู่นดูนี่ได้ตามใจ

2. เด็กที่กึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้
    - นั่ง หงายหลัง นั่ง หงายหลัง กิน นอน ขับถ่าย คืบ  นั่ง แล้วก็ หงายหลังอีกครั้งหนึ่ง

3.เด็กที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้
    - นอนคว่ำ นอนหงาย นอนตะแคง(ซ้าย ขวา) ยกแขน ยกขา กินนมอุมมี ร้องแงๆ ขับถ่าย (ถึงจะไม่ได้เคลื่อนที่แต่ก็ได้รับลมแล้วก็ดูวิวๆสวยๆด้วยนะ) เด็กๆทีกล่าวถึงนี้มี 3 คน เรียงตามลำดับอายุ
       3.1 เด็กหญิง อันฮ๊าร พึ่งบุญลือ อายุ 1 เดือน 10 วัน(โดยประมาณ)
       3.2 เด็กชาย ฮูด  วงศ์เสงี่ยม อายุ 1 เดือน  3 วัน
       3.3 เด็กหญิง ตักวา อิสลาม   อายุ 19 วัน


ถ้าให้เล่าอีกคงจะยาวน่าดู เอาเป็นว่าตามไปดูที่นี่ละกัน สำหรับคนที่พลาดทริปนี้ไม่ต้องเสียใจ ไปด้วยกันคราวหน้านะ อินชาอัลลอฮฺ
สำหรับใครที่ยังไม่มีตัวเล็กก็อยากให้ไปด้วยกันคะ ไปแลกเปลี่ยนพูดคุย ไปฮันนีมูน ไปออกกำลังกาย อะไรก็ได้แล้วแต่จะเหนียต(แต่อยากให้ท่านไปด้วยจิงๆ)
สำหรับพี่น้องที่อยู่ไกลตาแต่ใกล้ใจ ไม่ว่าจะเป็น ลพบุรี กระบี่ ภูเก็ต ยะลา ปัตตานี ถึงจะมาไม่ได้ก็ไม่เป็นไรดูบรรนยากาศเรียกน้ำย่อยไปก่อนละกัน อิอิ


ขอบคุณ อุมมุเอาลาด ผู้นำขบวบรถไฟขบวนนี้
ขอบคุณ อุมมุนาซีบะฮฺสำหรับขนมปังขาไก่


ตกหล่นใครไปหรือเปล่า?  ขอมะอัฟในความหลงลืมด้วยนะคะ

อินชาอัลลอฮฺอยากไปอีกจังเลย
อุมมุนุฮฺวะฮูด(ฮุสนา)

14/10/53

ดื้อจัง!




เชื่อว่าคุณแม่หรือคุณพ่อทุกคนคงเคยเอ่ยคำนี้ อย่างน้อยที่สุดก็แว้ปในใจของคุณๆ บ้าง  น่าสงสัยไหมคะ คำว่า “ดื้อ” ของคุณพ่อคุณแม่แต่ละคนนั้นมีขอบเขตแค่ไหน  ผู้เขียนแอบสงสัยเมื่อได้ยินผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กดื้อ แล้ว อะไรหรือใครคือบรรทัดฐานล่ะ?

โดยธรรมชาติเด็กมีพฤติกรรมซุกซนหรือเรียกว่าอยากรู้อยากเห็น สองคำนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ซน มักถูกนำมาใช้เมื่อเด็กมีพฤติกรรมแง่ลบ เล่นสนุกมากไป อยู่ไม่นิ่งจนเกิดเรื่อง อยากรู้อยากเห็น ถูกใช้ไปในเชิงบวก เด็กทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมแตกต่างกันตามวัย  อยากรู้ลองโน่นนิดนี่หน่อยด้วยตนเองซึ่งเกิดจากแรงผลักภายในออกมาเป็นการพฤติกรรมที่กระตือรือร้นในการใฝ่รู้ แม้คนรอบข้างอาจจะสนุกหรือไม่ก็ตาม  
การสร้างเด็กด้วยวินัยเชิงบวกแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับมุสลิม การคิดบวกมองบวกเป็นเรื่องที่ศาสนาส่งเสริม ทำให้เราเป็นคนสุขุม ใจเย็น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราเอื้ออาทร ผู้เขียนจึงอยากนำมาชิมลาง (ด้วยเนื้อที่จำกัด) เผื่อผู้อ่านจะนำไปปรับใช้รับมือสมาชิกน้อยๆ รอบบ้านกันค่ะ การสร้างวินัยที่ว่านี้จะเลี่ยงการใช้คำพูดแง่ลบ ลืมเรื่องดุด่าว่ากล่าวกันได้เลย ไม่มีการลงโทษทั้งร่างกายและจิตใจต่อเด็ก ข้อดีของการฝึกวินัยเชิงบวก คือการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ สังคมของเด็ก และการจัดการกับพฤติกรรมของเด็กด้วยกลวิธีที่เน้นให้เด็กเข้าใจตนเอง เรียนรู้และเข้าใจสิ่งที่ตนเองทำนั้น เกิดผลเสียอะไร ส่งผลกระทบอย่างไร แล้วหาทางแก้ไขอย่างสมเหตุผล เป็นการสร้างแรงกระตุ้นภายในให้เด็กปรับปรุงพฤติกรรมตนเองในระยะยาวมากกว่าที่ผู้ปกครองจะใช้อำนาจสั่งให้ทำซึ่งก็ทำแค่เฉพาะหน้า เราไม่อาจตามไปสอนตลอดชีวิต พาลจะเสียพลังงานร่างกาย จิตใจ ความรู้สึกและเวลาที่สูญไปกับการจัดการไม่ถูกวิธี ทำให้เสียความรู้สึกทั้งครอบครัว  เหนื่อยทั้งวันนี้และอนาคต 
จริงอยู่...เป็นเรื่องยากค่ะ ที่ผู้ปกครองจะพูดกับลูกอย่างใจเย็นเมื่อเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม  เรื่องแบบนี้ต้องฝึกหัดกันแล้วล่ะ ลองคิดว่าถ้าเราเป็นเด็กที่ทำผิดด้วยความไม่รู้ เราจะรู้สึกอย่างไร เมื่อถูกตีด้วยอารมณ์ ดุไม่มีเหตุผล พาลจะเป็นเด็กขี้กลัวเสียอีก หรือเด็กอาจจะรู้ว่าไม่ควรทำแต่ว่าต่อต้านผู้ใหญ่ก็เลยทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้าม ของแบบนี้ต้องกลับมามองที่ผู้ใหญ่ตัวโตแล้วล่ะคะ เข้าใจวัยของเด็กมากน้อยแค่ไหน แล้วจัดการพฤติกรรมเหล่านี้อย่างไร คงต้องย้อนถามตนเองบ่อยๆ ไม่ฝึกแก้ไขตอนนี้จะรอเมื่อไหร่ 
ผู้เขียนเคยใช้คำว่า “ดื้อ” กับลูกวัย 4-5 ขวบ และบอกด้วยว่า “ดื้อคือการไม่เชื่อฟังอย่างไม่มีเหตุผลหรือเหตุผลไม่มีน้ำหนักพอ” เช่น ใช้ในกรณีที่เขาไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ ไม่ละหมาด พร้อมอธิบายข้อดีข้อเสียของการไม่ละหมาด (พื้นฐานลูกเข้าใจเรื่องนรกสวรรค์ จึงอยากขึ้นสวรรค์)   ประเดี๋ยวเดียวลูกก็ละหมาดโดยพร้อมใจไม่ต้องทะเลาะให้เหนื่อย แค่อธิบายเสริม จะละหมาดช้าหน่อย ละหมาดเองก็ผ่อนปรนได้  หรือ กรณีเมื่อลูกอารมณ์ไม่ดีก็ควรแยกลูกออกมาก่อน อาจจะโอบกอดให้เขารับรู้ว่าอารมณ์เขาเป็นแบบนี้ชัยฏอนกำลังเป่าหู  “ลูกค่ะ ลูกรัก เรามากล่าวขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ผู้สร้างเรากันดีกว่า ตอนนี้ลูกกำลังถูกมันรังควานนะ เราไปอาบน้ำละหมาดกัน” หรือให้นั่งแยกตัวเงียบๆ ก่อน หากเด็กยังอาบน้ำละหมาดไม่เป็น อาจบอกว่า  “ลูกจ๋า ลูกเด็กดีของอัลลอฮฺ เมื่อพร้อมแล้วให้มาคุยกับแม่ได้ แม่รออยู่ตรงนี้นะจ๊ะ”  บอกให้ชัดเจนด้วยว่าพร้อมคืออะไร เช่น เมื่อลูกหยุดร้องไห้ เป็นต้น 

ตัวอย่างเล็กน้อยที่นำมาเล่าสู่ค่ะ การอบรมเลี้ยงดูเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยากบ้างง่ายบ้างก็สามารถฝึกฝน เรียนรู้กันไปพร้อมกัน พ่อแม่ที่มีลูกมื่อเก่าหลายคนยังต้องเรียนรู้ลับคมกันตลอด เด็กแต่ละคนมีอุปนิสัยเฉพาะตัว เด็กๆ เขาฉลาด ไม่เพียงแต่ทำตามคำอบรมสั่งสอนเท่านั้นแต่ยังจดจำพฤติกรรมจากผู้ปกครองมากกว่า หากปากสอนแต่พ่อแม่ไม่ทำ..ยังไง๊ ยังไงก็ไม่ได้ผล เด็กก็ไม่มีพฤติกรรมเชิงบวก  อย่างลักษณะนิสัยที่ซึมซับจากผู้ปกครองโดยไม่รู้ตัว เช่น วิธีการรับมือกับปัญหา การมองโลก กริยามารยาท ความสุภาพ ความมีน้ำใจช่วยเหลือ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องเอาใส่ใจอย่างพิถีพิถัน อยากให้ลูกดีแบบไหน พ่อแม่ก็ต้องดียิ่งกว่า 
เรื่องที่พลาดไม่ได้คือ การวิงวอนขอความช่วยเหลือจากผู้สร้างนั้นคือหนทางที่ดีที่สุดในการปรับแก้ทุกปัญหา แม้สถานะของการเป็นพ่อแม่ไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่ทุกคนก็น่าจะมีสัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ที่รักและปรารถนาดีต่อลูก จริงไหมคะ!

บ้านนี้หลังเราะมะฎอน

บ้านนี้มีอะไรจะเล่ามากมาย แต่ด้วยภารกิจประจำวัน (ยัง)ไม่สามารถมาสะสางและจัดการกับบ้านใหม่นี้ได้ทันใจ

ในใจก็ยังคิดถึงการเล่าสู่กันอ่านในเรื่องการดูแลเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย

ไม่รู้พี่น้องจะอยากมาเล่ากลเม็ดของตนเองในการอบรมกล่อมเกลาสมุนน้อยๆบ้างไหม อย่างไรซะ


ขอเชิญแวะมาเสวนากันบ้างก็ดีนะ

เล่าสั้นๆ แบบสรุปคร่าวก่อนจะลืม หลังเราะมะฎอน เจ้าสมาชิก 2 คนที่รู้เรื่องเยอะหน่อย วัย 5 ขวบครึ่ง คนโตและ 3 ขวบ

ประเมินความเปลี่ยนแปลงของเด็กวัย 5 ขวบ ดังนี้ (หลังเราะมะฎอน 1 เดือนกว่า)



ด้านกายภาพ 
เราะมะฎอน  -- ผอมลงนิดหน่อย แต่แรงยังเยอะเหมือนเดิม
หลังเราะมะฎอน   -- เดี๋ยวก็ค่อยๆ นน.ขึ้นเองแหละ เริ่มมีเนื้อหนังบ้างเล็กน้อย

ด้านจิตใจ
เราะมะฎอน   -- กินน้อย ดื่มน้อย แรงน้อยไม่จริงเท่าไหร่ power of heart ยังมาก
สื่อสารด้วยเหตุผลเธอจะเข้าใจดี แม่พูดเสร็จ ปล่อยสักพักจะคิดได้เอง

หลังเราะมะฎอน  -- เหมือนข้างบน เวลาจะเตือนอะไรลูก ในสิ่งที่ลูกอาจลืมหรือคิดยังไม่รอบคอบ
ก็จะย้ำให้นึกถึงตอนเราะมะฎอน คำพูดประจำ "อดข้าวทีว่ายากๆ ยังทำได้เลยจริงไหม เด็กดีของอัลลอฮฺ"
คำพูดที่มักกระตุ้นด้านบวก เช่น เด็กดีของอัลลอฮฺ  ใครน๊า..จะได้ขึ้นสวรรค์ ชื่อใครนะแปลว่า..(ชื่อคนโตแปลว่าสวนสวรรค์) ก็คงได้ขึ้นสวรรค์มั้ง ทำนองนี้...

ด้านอิบาดะฮฺ
 เราะมะฎอน  --  เดิมทีละหมาดก็ทำเกือบครบ ชอบละหมาดพร้อมพ่อแม่
หากจะละหมาดคนเดียวก็จะแอบที่เงียบๆ  อ่านอัลกุรอานในละหมาดได้
แต่ดุอาอฺได้นิดหน่อย ยังไม่มีสมาธิจะให้สอน อาศัยฟังจากพ่อแม่และ
เสียงอ่านจากเครื่องอ่านกุรอานของเด็ก ตอนละหมาด แม่จะอ่านให้บ้างถ้าเวลาและน้องๆ เอื้อ
หรือถ้าลูกอ่านเสียงดังก็จะช่วยเสริมหากผิด หรือลืม

ส่วนการถือศีลอดได้หลายวันมาก ขยันละหมาดดี บอกให้ปลุกกิยามุลลัยยฺด้วย ปลุกสะฮูรด้วย
วันไหนไม่ทำตาม มีงอน บ่น  ด้วยบรรยากาศรายล้อมพ่อแม่ทำ
กลางคืนหลายเป็นเปิดไฟเกือบทั้งบ้านและ ได้ยินเสียงจากหลายแหล่งกำเนิด เลยนอนยาวไม่ค่อยได้
หากไม่ปลุกก็ลุกเอง  ตื่นมาจะสดชื่น ท้ายๆของเดือนต้องอุ้มบ่อยขึ้น ทานสะฮูรน้อยลง แต่ก็อยากทำทุกวัน
พอหลังศุบฮิสักพักก็จะหลับยาวๆ สายๆ ถึงจะตื่น 9.30-11 โมงบ้าง แล้วแต่
ส่วนพ่อแม่ก็ต้องลุกเร็วเพราะคนที่ 2 และ 3เรียกหา หมดสิทธิ์นอน(รอไปนอนยาวเมื่อ
 หมดลม)

หลังเราะมะฎอน  -- การทำอิบาดะฮฺอย่างการก็ดีขึ้นเล็กน้อยแต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร
สมาธิยังต้องค่อยๆ ฝึก เน้นย้ำเสมอ แต่ก็ถือว่าแม่พอใจ ลูกรู้จักรับผิดชอบขึ้นระดับ1
ต้องบอกบ้าง กันลืมว่าได้เวลาแล้ว หากแม่ต้องดูน้องไม่สะดวกละหมาดพร้อม
ก็บอกให้ละหมาดเองก่อนเลย ก็มักไปทำในจุดเงียบๆ ที่ชอบ ละหมาดซุนนะฮฺ
ยังไม่ค่อยชอบทำ เพราะห่วงเล่น สิ่งที่ย้ำก่อนละหม่าดคือให้รู้จักวางแผนว่าจะอ่านอะไรในละหมาด
ค่อยๆ  ทำไม่ต้องรีบ ไม่ต้องห่วงเล่น รอหลังละหมาดเล่นพร้อมกัน  อัลลอฮฺ มองเห็นเราอยู่ตลอดเวลานะ

ในเรื่องสมาธิ ต้องพยายามให้มากขึ้นในการจูงใจ ให้มีสมาธิ สงบขึ้น ตัดแวดล้อมที่ทำให้เสียขบวน

เช่น ละหมาดใกล้น้องๆ ละหมาดตอนหิว หรือตอนห่วงดูแลน้องเล็ก เป็นต้น

เด็กๆ ชอบฟังเรื่องความประเสริฐของอิบาดะฮฺต่างๆ น่าจะสลับไปวันละอย่างสองอย่าง นอกจากเด็กจะได้ความรู้ พอ่แม่ก็ได้ทบทวน แถมยังได้บุญ อินชาอัลลอฮฺ ที่เราพยายามปลูกฝังอิสลามแก่พวกเขา

ในช่วงเราะมะฎอน นอกจากเด็กจะฝึกถือศีลอดแล้วยังมีโอกาสพูดคุซึ่งมีเรื่องราวน่าจดจำ ประทับใจพวกเขาอยู่ สิ่งที่ไม่ลืมคือชวนคุย หรือทำอะไรก็ได้ที่ให้เค้ารำลึกถึงสิ่งที่เค้าได้ทำในเราะมะฎอน เค้าจะมีกำลังใจ  แต่อย่าลืมใส่ความคิดที่ว่า  "อืม..เค้าทำได้เพราะอัลลอฮฺช่วยต่างหาก ไม่ใช่เค้าทำเองได้เองคนเเดียว"
เด็กๆ ได้เข้าใจในประวัติอิสลามมากขึ้นทีละเล็กๆน้อยๆ แค่ทำอย่างสม่ำเสมอ จริงจังหน่อย

สมาชิกวัย 5 ขวบจะรับรู้และจดจำอะไรได้มากกว่า ส่วนวัย 3 ขวบก็จดจำได้ดี ตั้งใจฟัง ซักถามมาก ยังขี้สงสัยมาก การเล่าเรื่องก็จะขัดจังหวะ อาศัยอธิบายง่ายๆ ให้เข้าใจ แล้วให้ลองฟังต่อไปก่อน ประมาณนี้

ลองย้อนถามเด็กๆ กลับบ้างก้อนจะเล่าเรื่องตอนใหม่ หรือเรื่องใหม่ เป้นการทบทวนไปในตัว จะได้ฝึกสมองให้จดจำได้ดีขึ้น

วันนี้แค่นี้ก่อน เพราะชักจะลืมไปเยอะแล้ว แม่ก็คงต้องฝึกความจำด้วยอัลกุรอานด้วยเป็น tool อย่างดีเลย

สู้ๆ แม้จะเหนื่อยวันนี้ อินชาอัลลอฮฺ โลกหน้าจะได้สบาย

27/8/53

เราะมะฎอนของเด็ก 5 ขวบ

ก้าวสู่เราะมะฎอน 1431 ได้สิบกว่าวันแล้ว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นี่เป็น เราะมะฎอนแรกของฉัน
เปล่า หรอก..ฉันไม่ใช่มุสลิมใหม่
แต่หมายถึง เราะมะฎอนแรกที่ฉันได้รับตำแหน่งสูงขึ้นพร้อมกับความเสี่ยงไปพร้อมกัน
เสี่ยง ที่จะเข้าไฟนรกได้มากขึ้น หากไม่ทำหน้าที่รักษาอมานะฮ (ของฝากจากอัลลอฮฺ) ให้ดี
ริสกียฺจากพระองค์เบอร์ล่าสุด มีอายุไม่กี่เดือน อาหารหลักจึงเป็นนมแม่เพียงอย่างเดียว
ส่วนคนก่อนหน้าก็ประสบเราะมะฎอนอย่างต่ำก็ 2-5 ครั้งแล้ว

ก่อนเข้าสู่เราะมะฎอน ฉันได้ฟังถามตอบปัญหาเกี่ยวกับเราะมะฎอน
เหมือน พี่น้องหลายคนก็ตระเตรียมตัวกับภารกิจอันยิ่งใหญ่ทั้งเพื่อให้แน่นหนักในอิบาดะฮฺและ
หนัก แน่นในความหวัง โอกาสที่จะได้รับการอภัยจากผู้สร้าง
คำถามมีร้อยแปด ตั้งแต่การเตรียมตัวเตรียมใจจนกระทั่งการออกซะกาตฟิฎริ ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดเราะมะฎอน
คำถามที่น่าจะเกี่ยวข้องกับบทบาทของ ฉันก็ไม่พ้นเรื่องแม่ๆกับการถือศีลอด แม่ตั้งครรภ์ แม่ให้นมลูก การฝึกลูกถือศีลอด ประมาณนี้

ฉันไม่ค่อยกังวลอะไร จะทำตามความสามารถให้เต็มที่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะขอดุอาอฺให้เจ้าของชีวิตช่วยเหลือ
มันอาจเกิดในเรื่องที่เราไม่คาดคิด เพื่อนหลายคนต้องประสบความอ่อนล้า อ่อนแรงจากการให้นม
หรือตั้งครรภ์ ซึ่งเราอาจไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น ก็ต้องตระเตรียมหัวใจให้ดีกับเราะมะฎอน
เพราะทุกคนหวังว่าจะทำอามั้ลให้มาก แต่เมื่อถึงเวลาอาจจะไม่เต็มที่
เหมือนอย่างที่ตั้งใจ ก็ต้องยอมรับทำใจและปรับเปลี่ยนตามความสามารถ
เวลาโอกาสเท่าที่จะเอื้อ ฯลฯ ตัวแปรต่างๆ มากระทบบดบังก็มากขึ้นพัลวัน
อย่าให้จิตใจที่ไม่เบิกบาน ทำให้หัวใจคนรอบข้างหดหู่ไปด้วย
(ที่เล่ามาแบบนี้ อย่าเพิ่งกลัวเรื่องการมีครอบครัว
แต่อยากให้ตระเตรียมตัว ตักตวงให้มากเข้าไว้ยามยังสาวๆ แส้ๆ)

นับว่าในช่วงสิบวันแรกผ่านไปแล้ว อัลฮัมดุลิลลาฮ สภาพร่างกาย(โอ)
สภาพ จิตใจ..ตัวดี ไหนจะอิบาดะฮฺพรั่งพรูที่หวังอยากทำให้มาก
กอปรกับการ จัดการเจ้าริสกี ยน้อยๆ ทั้งสาม อืม...ตัวแปรหลายระดับ
หลายกระบวนท่าที่ ต้องงัดมาใช้ ทั้งท่าไม้ตาย ไม้เด็ด ไม้ใบ ไม้ดอก
อาจทำให้อ่อนระเหี่ย เมื่อเปรียบกับ ปีก่อนๆ หรือเมื่อเทียบกับพี่น้องคนอื่น
ทำไม๊..ทำไม เราทำได้น้อยนิดเสียจริง


ยามจะอ่านอัลกุรอาน ..ลูกร้องๆๆหม่ำๆ>>>ก็อุมมี
อ่านไปได้ไม่กี่มาน้อย >>>ก็อุมมีอีก
เฮ่อ..เสร็จซะที จะอ่านต่อแล้วนะ..
ลูกเบอร์ หนึ่งเบอร์สองเริ่มมีปาก เสียงกัน>>>เรียกหาอุมมี
เจ้าเบอร์สอง โห้ยๆ..หิ๊วๆ...ก็อุมมี บ้าง อบีบ้าง
สายๆ กลางวัน จัดการงานบ้านงานช่อง คุณสารมีก็ช่วยสุดฤทธิ์
จัดการ เรื่องเรียนๆ เล่นๆ ในบ้านเรียน สรรค์สร้างงานสารพัน(รกบ้าน)
บ่ายๆ เย็นๆ ลงครัวทำอาหารบ้าง ดูร้านขายของ
สมาชิกคนนึงบ่นหิวไปขณะถือศีลอดด้วย>อุมมีวิ่งโร่สรรหา กลยุทธ์ให้ลืม
ของ เล่น กิจกรรมนานา อาทิ ทำการฝีมือ พับกระดาษ ระบายสี
งัดออกมาให้หมด ชวนอาบน้ำเพื่อให้กายสบาย จิตใจก็จะได้สบายอินชาอัลลอฮฺ
แต่ก็ยังมีอาการที่เด็กมักเป็น(ผู้ใหญ่ยังเป็นได้เลย) อารมณ์เข้ามานำทั้งโกรธ ฉุน แย่งของน้อง โวยน้องนุ่ง จนอุมมีบอกว่า "ไม่ต้องถือศีลอดก็ได้ ถ้ายังทำแบบนี้
เพราะเเทนที่ได้จะบุญ เดี๋ยวจะได้บาปปล่าวๆ อุมมีไม่อยากให้มีสภาพแบบนี้
 แล้วทำไงดีที่จะเปลี่ยนความหิวที่ทรมานให้เป็นความสุขที่ได้หิวเพื่ออัลลอฮฺ
กระหายเพื่ออัลลอฮฺล่ะ"
สงสัยจะเก็บไปคิด

(เรื่องเด็กอารณ์บูดๆเบี้ยวๆอาจเกิดได้มากกว่าหนึ่่งครั้ง
เมื่อถือศีลอด ฉะนั้น กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ควรใช้ประโยคที่ค่อนแคะ บั่นทอนให้เค้ารู้สึกว่าทำไม่ได้
เป็นเรื่องน่าอาย แต่ควรจะเป็นเรื่องที่ต้องพยายามสู้กับตนเองให้ได้ ย้ำกับพวกเค้าว่า..
"แล้วอัลลอฮฺจะช่วยเหลือหนู เมื่อหนูขอความช่วยเหลือจากพระองค์นะ..จำไว้ให้ดี"

รู้สึกหิวข้าวเมื่อไหร่ก็ดุอาอฺ
รู้สึกหิวน้ำเมื่อไหร่ก็ดุอาอฺ
รู้สึกว่าจะโกรธง่าย อารมณ์บ่จอยเมื่อไหร่ก็ดุอาอฺ
ขอทุกครั้ง ขอตลอด หัดให้เด็กขอความช่วยเหลือ พึ่งพาอัลลอฮฺเป็นเรืองดี



อุมมีเรื่องเยอะ เดี๋ยวภารกิจโน่นนี่เข้ามา ประเดี๋ยวก็หมดแรง
กลายเป็นการงานอามั้ล น้อยเพราะเหนื่อยล้าเป็นข้ออ้างหรือเปล่า
หรือผสมนัฟซูส่วนบุคคล(ขี้เกียจเอย ง่วงเอย) หรือเปล่านะ น่าคิด?

ว่ากันต่อเรื่องตัวน้อยๆ
อาทิตย์แรก สมาชิก 1 ใน 3 ก็ได้รับนโยบายครึ่งแรกครึ่งหลัง (ข้าวสะฮูรเธอทานพร้อมผู้ใหญ่อยู่แล้ว)
คือ ละศีลอดตอนอาซานซุหฺริแล้วถือต่อจนมัฆริบ ก่อนเวลามั่ง
เราก็หยวนๆ ปลอบประโลมหัวใจและให้กำลังใจ
ไม่ได้บังคับนะ แค่บอกว่าให้ฝึกไปก่อน เดี๋ยวก็ได้อัลลอฮฺเจ้าของชีวิตเราเนี่ยแหละจะช่วยเหลือ
ไม่ซีเรียสอะไร แต่แค่บอกบางทีนะอย่างน้อยเราะมะฎอนนี้อาจจะได้เต็มวันก็ได้ ไม่น่าภูมิใจหรอ
ไม่คะยั้นคะยออะไร แค่บอกว่าเราะมะฎอนนี้เราทุกคนต้องดีขึ้นนะคะ อัลลอฮฺจะช่วยให้เราทำได้ดีกว่าปีก่อนๆ

ให้ดุอาอฺมากๆ ขอแบบนี้ก็ได้นะ
"อัลลอฮฺผู้เกรียงไกร อัลลอฮฺที่รักของหนู อัลลอฮฺจ๋า...ขอให้ช่วย.." อย่างนั้นอย่างนี้
อาทิตย์ต่อมาเธอใจสู้ ไม่บ่นเลยเผลอแป๊บเดียวละศีลอดพร้อมผู้ใหญ่เฉยเลย
น่า นับถือ (เธออายุ 5 ขวบกว่าๆ เท่านั้น) เก่งกว่าอุมมี อบีเป็นไหนๆ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นี่ก็ได้สามวันเต็มๆ ที่ถือได้แบบผู้ใหญ่ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นับเป็นข่าวดีของครอบครัวที่ได้รับประสบการณ์น่าสุดซึ้ง
ความเมตตามากมายที่มีต่อบ่าวตัวน้อยๆ น่าปลาบปลื้มยิ่งนัก
อุมมี ถามว่าลูกถือศีลอดได้เหมือนผู้ใหญ่เลย..ทำได้ไง

"อัลลอฮฺช่วยหนู หนูทำเองไม่ได้" ต่อด้วย ถามจริงๆ หิวรึเปล่า
"หิววววว....แต่ก็อดทนค่ะ"

เพราะพระองค์ก็ได้บอกแล้วถึงความเมตตาที่จะมีแก่บ่าวผู้ศรัทธา
พระองค์ได้ให้พลังกายพลังใจแก่บ่าวของพระองค์
เราะมะฎอน นี้ฉันประทับใจกับสมาชิกน้อยๆ อย่างมากที่อึดขึ้น
มีความอดทนอดกลั้นขึ้น และพยายามควบคุมความรู้สึกหิวกระหาย
ยังมีอะไรมากมายให้ มุสลิมตัวน้อยๆ คนนี้ เรียนรู้ ฝึกฝน

หน้าที่ของฉันมิใช่แค่เราะมะฎอน
แต่มันยิ่งหนักหนาในตราชูทั้งด้าน ซ้าย และขวา อยู่ที่ว่าเราทำเพื่อใคร
แล้วพี่ๆ น้องๆ น้าๆ ป้าๆ คุณผู้ใหญ่ทั้งหลายล่ะคะ
ได้เรียนรู้ อะไรบ้างในเราะมะฎอนนี้
เราะมะฎอนนี้มีสิ่งใหม่ในหัวใจอะไรบ้างรึยัง?

ฉันอยากให้ความจำเริญของเราะมะฎอนอยู่กับเราแบบนี้ทุกวันจัง
คงดีไม่น้อยที่ เรานึกถึงแต่เจ้าของหัวใจเรา
เจ้าของที่จะเรียกมันกลับเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่พระองค์ประสงค์
เมื่อไหร่ก็ตามที่..เราไม่มีวันล่วงรู้..
รู้แต่หน้าที่ ณ ตอนนี้ คือการทำให้หัวใจได้เข้าใกล้เจ้าของหัวใจที่แท้จริงกันดีกว่า

แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงรับจากหมู่ผู้มีความยำเกรงเท่านั้น (อัล-มาอิดะฮฺ 5:27)

((บทความนี้ มิได้มีเจตนาใดแฝง แค่อยากให้กำลังใจทุกท่านในการฝึกฝนบุตรหลานในการถือศีลอด ทำไม่ได้ ก็อย่าซ้ำเติม ทำได้บ้างก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ไม่ได้บ้างก็ก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺ เป็นปกติของเด็กๆ ความอดทนอดกลั้น วุฒิภาวะยังน้อยอยู่ การดุว่ารังแต่จะทำร้ายหัวใจดวงน้อยๆ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แต่จงให้กำลังใจเด็กๆ ในการต่อสู้ ฝึกฝนเพื่อวันข้างหน้าจะทำได้ดียิ่งขึ้น ฝึกตั้งแต่เล็กๆ ได้เปรียบกว่าไปทำตอนโต เมื่อถึงวัยบรรลุศาสนภาวะแล้ว ตอนนั้นก็จะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน หากเด็กๆ ทำได้ เค้าจะภาคภูมิใจมากที่ได้ทำได้อย่างผู้ใหญ่ เค้าจะรู้สึกว่าตนเองโตขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ผู้ปกครองแนะนำด้วยว่า ความสามารถที่ทำได้มาจากเจ้าของชีวิตทั้งนั้น เราไม่สามารถทำได้เอง

และที่สำคัญคนในครอบครัวพร้อมใจช่วยกันเป็นกำลังกาย กำลังใจ สรรหากลเม็ดต่างๆ ดึงดูดให้สนใจอยากถือศีลอดและอยากฝึกให้ดีขึ้นๆ เช่น ผลบุญที่จะได้รับ อาหารถูกใจเมื่อละศีลอด  หากเด็กๆ เค้ายังไม่ค่อยสนใจก็ลองเปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ ค่อยทำ ค่อยไป และมอบหมายต่อผู้สร้างเถิด พระองค์จะสร้างทรงช่วยเหลือพวกเราทุกคน))